← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Phyllis Randolph Frye ผู้บุกเบิกเส้นทางตุลาการคนแรกของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยตัวตนเป็นทรานส์เจนเดอร์

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Phyllis Randolph Frye ผู้บุกเบิกเส้นทางตุลาการคนแรกของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยตัวตนเป็นทรานส์เจนเดอร์

Phyllis Randolph Frye ผู้บุกเบิกเส้นทางตุลาการคนแรกของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยตัวตนเป็นทรานส์เจนเดอร์ ในประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา ชื่อของ Phyllis Randolph Fr…

Phyllis Randolph Fryeผู้พิพากษาทรานส์เจนเดอร์สิทธิ LGBTQ+ประวัติ Phyllis Frye

Phyllis Randolph Frye ผู้บุกเบิกเส้นทางตุลาการคนแรกของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยตัวตนเป็นทรานส์เจนเดอร์

ในประวัติศาสตร์กระบวนการยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา ชื่อของ Phyllis Randolph Frye ถูกจารึกไว้ในฐานะผู้สร้างประวัติศาสตร์หน้าสำคัญ โดยเธอเป็นผู้พิพากษาคนแรกของประเทศที่เปิดเผยตัวตนอย่างชัดเจนว่าเป็น ทรานส์เจนเดอร์ (Transgender หรือบุคคลข้ามเพศ) เส้นทางชีวิตของเธอไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยการต่อสู้กับอคติทางสังคม การพิสูจน์ความสามารถ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นในระบบกฎหมาย

จุดเริ่มต้นและการเผชิญหน้ากับอุปสรรคในวัยเยาว์

Phyllis เกิดเมื่อปี 1948 ที่เมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัส ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นวิศวกรและมารดาเป็นแม่บ้าน ในช่วงวัยรุ่นเธอมีความโดดเด่นทั้งด้านระเบียบวินัยและการศึกษา โดยสามารถคว้าตำแหน่ง Eagle Scout (ระดับสูงสุดของลูกเสือ) และเป็นสมาชิกของหน่วยฝึกเตรียมทหาร (JROTC)

ด้านการศึกษา เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมโยธา และปริญญาโทด้านวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัย Texas A&M ซึ่งในระหว่างนั้นเธอได้เข้าร่วม Corps of Cadets และกลุ่มนักร้อง Singing Cadets ของมหาวิทยาลัยด้วย

Content image

ชีวิตในกองทัพและการต่อสู้กับอัตลักษณ์

หลังจบการศึกษา Phyllis ได้เข้ารับราชการในกองทัพบกสหรัฐฯ และถูกส่งไปประจำการที่ประเทศเยอรมนีตะวันตกจนได้รับยศ ร้อยโท (First Lieutenant) อย่างไรก็ตาม เธอต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในใจเกี่ยวกับอัตลักษณ์ทางเพศ เมื่อเธอเปิดเผยเรื่องนี้กับผู้บังคับบัญชา กองทัพกลับพยายาม "รักษา" เธอด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การบำบัดด้วยยา การสะกดจิต และ Aversion Therapy (การบำบัดเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์โดยการสร้างประสบการณ์เชิงลบ)

ความกดดันเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวอย่างรุนแรง จนนำไปสู่การหย่าร้างกับภรรยาคนแรกและการสูญเสียสิทธิในการดูแลบุตร ในที่สุดเธอถูกบังคับให้ลาออกและได้รับการปลดประจำการอย่างสมเกียรติในปี 1972 ซึ่งช่วงเวลานั้นถือเป็นจุดต่ำสุดของชีวิตจนเธอเคยพยายามจบชีวิตตัวเอง

การเริ่มต้นใหม่และการเปลี่ยนผ่านสู่ตัวตนที่แท้จริง

หลังจากผ่านพ้นวิกฤตชีวิต Phyllis เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะวิศวกรโยธาและหันเข้าหาศาสนาคริสต์ ในปี 1973 เธอได้แต่งงานกับ Patricia "Trish" Dooley ครูสอนดนตรี ผู้ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญในชีวิตของเธอ จนกระทั่งในปี 1976 ขณะอายุประมาณ 30 ปี Phyllis ได้ตัดสินใจ Transition (กระบวนการเปลี่ยนผ่านเพศสภาพ) โดยเลือกรับการรักษาทางการแพทย์บางส่วนและต่อสู้จนสามารถแก้ไขใบสูติบัตรให้ถูกต้องตามเพศสภาพได้สำเร็จ

แม้จะมีความสามารถสูง แต่เธอต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในหน้าที่การงานอย่างหนัก โดยถูกไล่ออกจากงานวิศวกรรมหลายแห่งทันทีที่นายจ้างทราบเรื่องเพศสภาพของเธอ รวมถึงถูกปฏิเสธงานจากภาครัฐในปี 1977 ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอเป็น "ผู้สร้างความปั่นป่วนในชุมชน"

เส้นทางสู่สายกฎหมายและการเป็นผู้พิพากษา

ด้วยความไม่ย่อท้อ Phyllis ตัดสินใจศึกษาต่อจนได้รับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) และปริญญากฎหมาย (JD) จากมหาวิทยาลัยฮิวสตัน ในช่วงเรียนกฎหมายเธอได้เข้ารับการบำบัดด้วยฮอร์โมนและการกำจัดขนด้วยไฟฟ้า (Electrolysis) เพื่อปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้สอดคล้องกับตัวตน

เมื่อจบการศึกษา เธอไม่สามารถหางานในสำนักงานกฎหมายชั้นนำได้ จึงต้องผันตัวไปขายผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด Amway และเป็นที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมเป็นครั้งคราว จนกระทั่งเธอค้นพบความหลงใหลในงานว่าความคดีอาญา และกลายเป็นทนายความที่ได้รับแต่งตั้งจากศาลเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ยากไร้ในศาลแขวงแฮร์ริส

จุดสูงสุดในอาชีพเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2010 เมื่อ Annise Parker นายกเทศมนตรีเมืองฮิวสตัน ได้แต่งตั้งให้เธอเป็นผู้พิพากษาสมทบ (Associate Judge) ของศาลเมืองฮิวสตัน แม้จะมีการคัดค้านจากกลุ่มผู้นำทางศาสนาในท้องถิ่น แต่สภาเมืองฮิวสตันได้ลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ โดยพิจารณาจากประสบการณ์อันยาวนานในฐานะทนายความของเธอ

บทบาทการขับเคลื่อนสิทธิ LGBTQ+ และมรดกทางสังคม

นอกเหนือจากงานในศาล Phyllis ยังเป็นนักเคลื่อนไหวตัวยง เธอร่วมงานกับพรรคเดโมแครตและสมาคมผู้มีสิทธิเลือกตั้งสตรี (League of Women Voters) รวมถึงก่อตั้ง International Conference on Transgender Law and Employment Policy ในปี 1992 เพื่อผลักดันนโยบายการจ้างงานที่เป็นธรรมสำหรับคนข้ามเพศ

ในปี 1997 เธอได้นำกลุ่มคนข้ามเพศเดินทางไปยังวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าพบสมาชิกวุฒิสภาและเรียกร้องให้มีการขยายความคุ้มครองในกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน (ENDA) ให้ครอบคลุมถึงกลุ่มทรานส์เจนเดอร์ด้วย ความทุ่มเทของเธอส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award จาก Transgender Foundation of America ในปี 2013

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ตำแหน่งประวัติศาสตร์: ผู้พิพากษาทรานส์เจนเดอร์คนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งในสหรัฐอเมริกา
  • การศึกษา: ปริญญาตรีและโทด้านวิศวกรรม (Texas A&M), ปริญญาโท MBA และ JD (University of Houston)
  • ประสบการณ์ทหาร: อดีตร้อยโทกองทัพบกสหรัฐฯ ประจำการในเยอรมนีตะวันตก
  • วาระการดำรงตำแหน่ง: ผู้พิพากษาสมทบศาลเมืองฮิวสตัน ตั้งแต่ปี 2010 ถึง มกราคม 2023
  • ผลงานเด่น: ผู้ก่อตั้งการประชุมกฎหมายและการจ้างงานคนข้ามเพศระดับนานาชาติ
สรุปไทม์ไลน์ชีวิตและผลงานของ Phyllis Randolph Frye
ช่วงปี/วันที่ เหตุการณ์สำคัญ
1948 เกิดที่เมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัส
1972 ปลดประจำการจากกองทัพบกสหรัฐฯ
1973 แต่งงานกับ Patricia "Trish" Dooley
1976 เริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านเพศสภาพ (Transition)
1981 เริ่มต้นอาชีพทนายความและช่วยเหลือกลุ่ม LGBTQ+
2010 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลเมืองฮิวสตัน
2013 ได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award
2023 เกษียณอายุจากตำแหน่งผู้พิพากษา
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Phyllis Frye มีความสำคัญอย่างไรต่อชุมชน LGBTQ+?

เธอเป็นสัญลักษณ์ของการทำลายเพดานแก้วในสายงานตุลาการ โดยเป็นผู้พิพากษาทรานส์เจนเดอร์คนแรกของสหรัฐฯ และเป็นผู้ผลักดันกฎหมายการจ้างงานที่คุ้มครองคนข้ามเพศอย่างเป็นรูปธรรม

เธอเผชิญกับการเลือกปฏิบัติอย่างไรบ้างในอดีต?

เธอถูกบังคับให้เข้ารับการบำบัดเพื่อ "รักษา" เพศสภาพขณะอยู่ในกองทัพ ถูกไล่ออกจากงานวิศวกรรมหลายครั้ง และถูกปฏิเสธงานภาครัฐเพียงเพราะตัวตนของเธอ

ใครเป็นผู้แต่งตั้งเธอให้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา?

เธอได้รับการแต่งตั้งโดย Annise Parker นายกเทศมนตรีเมืองฮิวสตัน ซึ่งทั้งคู่มีความสัมพันธ์อันดีและเป็นเพื่อนกันมานานกว่า 3 ทศวรรษ

การศึกษาของ Phyllis Frye โดดเด่นในด้านใด?

เธอมีความเชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งด้านวิศวกรรมโยธาและเครื่องกล รวมถึงด้านบริหารธุรกิจและกฎหมาย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ตลอดชีวิต

เธอมีบทบาทอย่างไรในการผลักดันกฎหมาย ENDA?

เธอเป็นผู้นำในการรวบรวมกลุ่มคนข้ามเพศเพื่อเข้าพบสมาชิกวุฒิสภาในปี 1997 เพื่อเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมาย Employment Non-Discrimination Act ให้ครอบคลุมการคุ้มครองคนข้ามเพศด้วย