Plan B ศิลปินผู้พลิกบทบาทจากแรปเปอร์สู่ผู้กำกับภาพยนตร์และไอคอนเพลงโซล
หากพูดถึงศิลปินที่มีความสามารถรอบด้านในวงการบันเทิงอังกฤษ ชื่อของ Plan B หรือ Benjamin Paul Ballance-Drew ย่อมเป็นชื่อที่โดดเด่น เขาไม่ได้เป็นเพียงแรปเปอร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวสังคมได้อย่างเผ็ดร้อน แต่ยังเป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง และผู้กำกับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จ การเดินทางในเส้นทางศิลปะของเขามีความหลากหลาย ตั้งแต่ดนตรีแนว Grime (แนวเพลงฮิปฮอปแบบอังกฤษที่มีจังหวะรวดเร็วและดุดัน) ไปจนถึงดนตรีโซลที่ไพเราะและลึกซึ้ง
จุดเริ่มต้นและแรงผลักดันจากชีวิตวัยเด็ก
เบนจามิน เติบโตในลอนดอนท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นคนนอกของสังคม เขาเล่าว่าตนเองไม่ได้อยู่ในกลุ่มชนชั้นแรงงานหรือชนชั้นกลางอย่างชัดเจน ซึ่งความรู้สึกแปลกแยกนี้กลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานในเวลาต่อมา ด้านดนตรีเขาได้รับอิทธิพลจากพ่อที่เคยเล่นวงพังก์ร็อก และเริ่มหัดเล่นกีตาร์ด้วยตัวเองตั้งแต่อายุ 14 ปี โดยเริ่มจากการเล่นเพลงของวง Blur และ Oasis ก่อนจะผันตัวมาเขียนเพลงรักแนว R&B
เมื่ออายุ 18 ปี เบนจามินเริ่มรู้สึกว่าแนว R&B ไม่สามารถตอบโจทย์การแสดงออกของเขาได้ จึงหันมาสนใจ Hip-hop และการแรป โดยมีแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างการเสียชีวิตของ Damilola Taylor ซึ่งนำไปสู่การเขียนเพลง "Kidz" และเป็นที่มาของชื่อในวงการว่า Plan B เนื่องจากเขาต้องการทิ้งภาพลักษณ์ "เด็กหนุ่มแสนดี" แบบ Justin Timberlake เพื่อก้าวเข้าสู่ตัวตนที่เขารู้สึกสบายใจและเป็นตัวเองมากกว่า
เส้นทางดนตรี: จากใต้ดินสู่จุดสูงสุดของชาร์ต
Plan B เริ่มเป็นที่รู้จักในปี 2005 ผ่านเพลง "Cap Back" ในอัลบั้มรวมเพลงแนว Grime และออกซิงเกิลแรกในนามค่ายเพลงของตัวเอง ต่อมาเขาได้เซ็นสัญญากับ 679 Recordings และปล่อยอัลบั้มเดบิวต์ Who Needs Actions When You Got Words ในปี 2006 ซึ่งได้รับคำชมอย่างมากจากนักวิจารณ์ โดยเฉพาะเพลง "Mama (Loves a Crackhead)" ที่ทำให้เขาเริ่มมีชื่อเสียงในวงกว้าง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2010 เมื่อเขาปล่อยอัลบั้ม The Defamation of Strickland Banks ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวทางมาเป็นดนตรีโซลและ R&B อย่างเต็มตัว อัลบั้มนี้ทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของ UK Albums Chart ทันที พร้อมซิงเกิลฮิตอย่าง "Stay Too Long" และ "Love Goes Down" ส่งผลให้เขาคว้ารางวัล Best British Male จาก Brit Awards ในปี 2011

หลังจากนั้นในปี 2012 เขาได้สร้างผลงานที่สะท้อนปัญหาสังคมผ่านเพลง "Ill Manors" ซึ่งพูดถึงเหตุการณ์จลาจลในลอนดอนปี 2011 จนถูกยกย่องว่าเป็นเพลงประท้วงที่ยอดเยี่ยมที่สุดเพลงหนึ่งในรอบหลายปี และต่อมาในปี 2018 เขาได้กลับมาพร้อมอัลบั้ม Heaven Before All Hell Breaks Loose ซึ่งลดทอนความเป็นฮิปฮอปลงเพื่อสะท้อนชีวิตในวัยผู้ใหญ่และการเป็นคุณพ่อ
บทบาทในโลกภาพยนตร์และการกำกับ
นอกเหนือจากเสียงเพลง Plan B ยังมีความหลงใหลในโลกภาพยนตร์อย่างมาก เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงสมทบในภาพยนตร์เรื่อง Adulthood (2008), Harry Brown (2009) และ The Sweeney (2012) ซึ่งเรื่องหลังนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูงจนขึ้นอันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศ
ความทะเยอทะยานสูงสุดของเขาคือการก้าวขึ้นเป็นผู้กำกับ ซึ่งเขาทำสำเร็จในภาพยนตร์เรื่อง Ill Manors (2012) ที่เขาเขียนบท กำกับ และทำเพลงประกอบด้วยตัวเอง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้โครงสร้างการเล่าเรื่องผ่าน 6 เรื่องสั้นที่เชื่อมโยงกัน และมีเพลงฮิปฮอปเป็นตัวดำเนินเรื่องในแต่ละช่วง

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ชื่อจริง: Benjamin Paul Ballance-Drew
- แนวเพลง: ครอบคลุมตั้งแต่ Hip-hop, Soul, R&B, Grime ไปจนถึง Acoustic
- ความสำเร็จสูงสุด: มีอัลบั้มที่ขึ้นอันดับ 1 ใน UK Albums Chart ถึง 2 ชุด
- ผลงานกำกับ: ภาพยนตร์เรื่อง Ill Manors (2012)
- รางวัลการันตี: รางวัล Best British Male จาก Brit Awards ปี 2011
| ปีที่ปล่อย | ชื่ออัลบั้ม | แนวเพลงหลัก |
|---|---|---|
| 2006 | Who Needs Actions When You Got Words | Hip-hop / Grime |
| 2010 | The Defamation of Strickland Banks | Soul / R&B |
| 2018 | Heaven Before All Hell Breaks Loose | Mixed / Contemporary |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมเขาถึงใช้ชื่อว่า Plan B?
เขาต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์จากแนวเพลง R&B แบบ "เด็กหนุ่มแสนดี" ที่เขาเคยทำในช่วงแรก มาเป็นแนวแรปและฮิปฮอปที่ทำให้เขารู้สึกเป็นตัวของตัวเองและสบายใจในการถ่ายทอดเรื่องราวมากกว่า
อัลบั้มชุดไหนของ Plan B ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด?
The Defamation of Strickland Banks เป็นอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเปิดตัวที่อันดับหนึ่งของชาร์ตอัลบั้มในสหราชอาณาจักร และทำให้เขาได้รับรางวัล Brit Awards
Plan B มีผลงานด้านภาพยนตร์อย่างไรบ้าง?
เขาเป็นทั้งนักแสดงในภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Harry Brown และ The Sweeney รวมถึงเป็นผู้เขียนบทและผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Ill Manors
แนวเพลงของ Plan B เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรตามกาลเวลา?
เขาเริ่มต้นจากแนว Grime และ Hip-hop ที่ดุดัน จากนั้นเปลี่ยนไปสู่แนว Soul และ R&B ที่มีความละเมียดละไม และในผลงานยุคหลังเขาได้ผสมผสานดนตรีที่สะท้อนความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น โดยลดความเป็นฮิปฮอปแบบดั้งเดิมลง