Randy Schekman ผู้บุกเบิกกลไกการขนส่งสารภายในเซลล์และเจ้าของรางวัลโนเบล
ในโลกของชีววิทยาของเซลล์ ชื่อของ Randy Schekman เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้พลิกโฉมความเข้าใจเกี่ยวกับระบบโลจิสติกส์ภายในเซลล์ เขาคือนักชีววิทยาของเซลล์ชาวอเมริกันจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (UC Berkeley) ผู้ซึ่งอุทิศตนให้กับการศึกษาว่าเซลล์จัดการและขนส่งโมเลกุลต่างๆ ไปยังจุดหมายปลายทางที่ถูกต้องได้อย่างไร ความสำเร็จอันโดดเด่นนี้ส่งผลให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ในปี 2013

เส้นทางสู่ความสำเร็จและการศึกษา
Randy Schekman เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1948 ที่เมืองเซนต์พอล รัฐมินนิโซตา ในครอบครัวชาวยิวที่อพยพมาจากรัสเซียและเบสซาราเบีย เขาเริ่มต้นเส้นทางสายวิชาการด้วยการคว้าปริญญาตรีด้านชีววิทยาโมเลกุลจาก University of California, Los Angeles (UCLA) ในปี 1971 โดยในช่วงการศึกษาเขาได้มีโอกาสไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระ ประเทศสกอตแลนด์
ต่อมาเขาเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด โดยทำงานวิจัยภายใต้การดูแลของ Arthur Kornberg เกี่ยวกับการจำลองตัวของ DNA (DNA replication) และสำเร็จการศึกษาในปี 1975 ก่อนจะก้าวเข้าสู่บทบาทอาจารย์ที่ UC Berkeley และเลื่อนตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ในปี 1984
การค้นพบที่เปลี่ยนโลก: กลไก Vesicle Trafficking
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดของ Schekman คือการศึกษา Vesicle Trafficking หรือกระบวนการขนส่งสารผ่านถุงขนาดเล็กที่เรียกว่า เวสิเคิล (Vesicle) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนรถขนส่งสินค้าภายในเซลล์ โดยเขาใช้ยีสต์เป็นแบบจำลองในการศึกษาและใช้เทคนิคการคัดกรองทางพันธุกรรมเพื่อแยกยีนที่ควบคุมการหลั่งสาร
การค้นพบของเขาร่วมกับ James Rothman และ Thomas C. Südhof ช่วยให้โลกเข้าใจว่าเซลล์ใช้กลไกใดในการจัดระเบียบกิจกรรมภายในและสื่อสารกับสิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งกระบวนการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของร่างกาย เช่น การหลั่งฮอร์โมน การส่งสัญญาณประสาท และการรักษาสมดุลของคอเลสเตอรอล
| ปีที่ได้รับ | รางวัล / เกียรติยศ | ความสำคัญ |
|---|---|---|
| 1992 | Member of the National Academy of Sciences | การยอมรับในระดับชาติของสหรัฐฯ |
| 2002 | Albert Lasker Award & Louisa Gross Horwitz Prize | การค้นพบระบบขนส่งเมมเบรนของเซลล์ |
| 2013 | Nobel Prize in Physiology or Medicine | กลไกการควบคุมการขนส่งเวสิเคิลในเซลล์ |
| 2013 | Foreign Member of the Royal Society | เกียรติยศสูงสุดจากราชสมาคมแห่งลอนดอน |
การขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open-access Science)
นอกเหนือจากงานวิจัย Schekman ยังเป็นผู้นำในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการตีพิมพ์วารสารวิชาการ โดยในปี 2013 เขาประกาศว่าห้องปฏิบัติการของเขาจะหยุดส่งผลงานไปยังวารสารปิดชื่อดังอย่าง Nature, Cell และ Science เนื่องจากเขามองว่าวารสารเหล่านี้จำกัดจำนวนบทความเพื่อสร้างความต้องการเทียม และให้ความสำคัญกับจำนวนการอ้างอิงมากกว่าคุณภาพของผลลัพธ์ที่แท้จริง
เขาได้ผลักดันแนวคิด Open Access หรือการเข้าถึงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ได้ฟรี เพื่อให้ความรู้ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนที่จ่ายเงินซื้อ และได้ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการของ eLife ซึ่งเป็นวารสารแบบเปิดที่เน้นการประเมินผลงานโดยนักวิทยาศาสตร์ที่ปฏิบัติงานจริง
ความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับโรคพาร์กินสัน
แรงผลักดันส่วนตัวนำพา Schekman ไปสู่การต่อสู้กับโรคพาร์กินสัน หลังจากที่ Nancy Walls ภรรยาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคนี้ในปี 2017 เขาจึงเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการทางวิทยาศาสตร์ของโครงการ ASAP ซึ่งเป็นความร่วมมือระดับนานาชาติร่วมกับ The Michael J. Fox Foundation เพื่อวิจัยต้นกำเนิดและกลไกการดำเนินโรคพาร์กินสัน โดยรวบรวมทีมวิจัยกว่า 165 ห้องปฏิบัติการทั่วโลกเพื่อหาแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- รางวัลโนเบล: ได้รับในปี 2013 ร่วมกับ James Rothman และ Thomas C. Südhof
- การบริจาค: มอบเงินรางวัลโนเบล 400,000 ดอลลาร์ เพื่อตั้งกองทุนวิจัยมะเร็งในชื่อมารดาและน้องสาว
- ผลงานหลัก: ค้นพบโปรตีน Sec และคอมเพล็กซ์ COPII ที่ควบคุมการขนส่งสารในเซลล์ยูคาริโอต (Eukaryotic cells)
- บทบาทบรรณาธิการ: อดีตบรรณาธิการบริหารของ PNAS และ eLife
คำถามที่พบบ่อย
Randy Schekman ค้นพบอะไรที่ทำให้ได้รับรางวัลโนเบล?
เขาค้นพบกลไกการควบคุมการขนส่งเวสิเคิล (Vesicle traffic) ซึ่งเป็นระบบขนส่งหลักภายในเซลล์ที่ช่วยให้สารต่างๆ เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ถูกต้องได้อย่างแม่นยำ
ทำไมเขาถึงต่อต้านวารสารวิชาการชื่อดังอย่าง Nature หรือ Science?
เขามองว่าวารสารเหล่านี้มีระบบที่ส่งผลเสียต่อวิทยาศาสตร์ เช่น การจำกัดจำนวนบทความเพื่อเพิ่มความต้องการ และการเลือกรับบทความที่เน้นการถูกอ้างอิงบ่อยมากกว่าบทความที่มีผลลัพธ์สำคัญต่อวงการ
โครงการ ASAP คืออะไรและมีเป้าหมายอย่างไร?
ASAP คือโครงการวิจัยความร่วมมือระดับนานาชาติที่มุ่งเน้นการศึกษาต้นกำเนิดและกลไกของโรคพาร์กินสัน เพื่อพัฒนาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เขามีส่วนช่วยในการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์นอกเหนือจากงานวิจัยอย่างไร?
เขาเป็นผู้ผลักดันระบบ Open Access เพื่อให้งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สามารถเข้าถึงได้ฟรีสำหรับทุกคน ลดการผูกขาดความรู้โดยวารสารราคาแพง