← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Robert Epstein นักจิตวิทยาผู้ท้าทายอำนาจ Big Tech และทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Robert Epstein นักจิตวิทยาผู้ท้าทายอำนาจ Big Tech และทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์

Robert Epstein นักจิตวิทยาผู้ท้าทายอำนาจ Big Tech และทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์ ในโลกที่อัลกอริทึมเริ่มมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ Robert Epstein คือหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์พฤ…

Robert Epsteinจิตวิทยาพฤติกรรมศาสตร์Search Engine Manipulation Effect

Robert Epstein นักจิตวิทยาผู้ท้าทายอำนาจ Big Tech และทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์

ในโลกที่อัลกอริทึมเริ่มมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของมนุษย์ Robert Epstein คือหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมที่ออกมาส่งเสียงเตือนถึงอันตรายที่ซ่อนอยู่ เขาไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการที่คลุกคลีอยู่ในห้องทดลอง แต่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เชื่อมโยงโลกของจิตวิทยาเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อวิเคราะห์ว่าพฤติกรรมของมนุษย์ถูกหล่อหลอมและบิดเบือนได้อย่างไรในยุคดิจิทัล

เส้นทางชีวิตและการศึกษาจากความหลงใหลสู่ความเป็นเลิศ

Robert Epstein เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1953 ที่เมืองฮาร์ตฟอร์ด รัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา เขาเริ่มมีความสนใจในด้านคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมตั้งแต่สมัยมัธยมปลายที่ Conard High School ซึ่งในขณะนั้นโรงเรียนของเขามีเครื่อง IBM 1620 ซึ่งเป็นหนึ่งในคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ ที่โรงเรียนมัธยมในสหรัฐฯ ครอบครอง

ด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านจิตวิทยาจาก Trinity College ก่อนจะเดินทางไปยังประเทศอิสราเอลเพื่อศึกษาทางด้านศาสนาใน Yeshiva และทำงานใน Kibbutz (ชุมชนเกษตรกรรม) อย่างไรก็ตาม ความหลงใหลในงานของ B.F. Skinner นักจิตวิทยาชื่อดัง ทำให้เขาตัดสินใจกลับมาเดินเส้นทางสายจิตวิทยาอีกครั้ง

Epstein เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of Maryland และต่อมาได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ Harvard University โดยเขาได้ร่วมงานวิจัยกับ B.F. Skinner ในการทดลองเกี่ยวกับนกพิราบ จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาในสาขาจิตวิทยาเชิงทดลอง (Experimental Psychology) ในปี 1981 โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องเขียนวิทยานิพนธ์เนื่องจากมีผลงานตีพิมพ์ทางวิชาการจำนวนมาก

photograph

บทบาททางวิชาการและการขับเคลื่อนสังคม

ตลอดอาชีพการทำงาน Epstein ดำรงตำแหน่งสำคัญในหลายสถาบัน เช่น Boston University, University of California San Diego และเคยเป็นบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Psychology Today นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ก่อตั้ง Cambridge Center for Behavioral Studies และ American Institute for Behavioral Research and Technology (AIBRT) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นการวิจัยเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของมนุษย์ทั่วโลก

เขาไม่เพียงแต่ทำงานในมหาวิทยาลัย แต่ยังเป็นนักสื่อสารมวลชนที่นำความรู้ทางจิตวิทยาไปเผยแพร่ผ่านสื่อชั้นนำ เช่น National Public Radio (NPR), Voice of America และคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ The New York Times และ The Washington Post ทำให้เขากลายเป็นบุคคลสาธารณะที่มีอิทธิพลในวงการจิตวิทยา

Content image

นวัตกรรมทางความคิดและทฤษฎีพฤติกรรมศาสตร์

Robert Epstein ได้สร้างผลงานวิจัยที่ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่ความคิดสร้างสรรค์ไปจนถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ โดยมีทฤษฎีที่โดดเด่นดังนี้:

  • Generativity Theory: ทฤษฎีที่ใช้วัดและทำนายความคิดสร้างสรรค์ทั้งในมนุษย์และสัตว์ โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมการสร้างรูปแบบใหม่ๆ
  • Vulnerability Theory of Emotional Bonding (VTEB): แนวคิดที่เชื่อว่าความรักสามารถสร้างขึ้นได้ผ่านการเรียนรู้และการฝึกฝน โดยเขาเสนอให้คู่รักใช้ "สัญญาความรัก" (Love Contract) เพื่อบริหารจัดการความสัมพันธ์
  • Sexual Continuum Theory: งานวิจัยที่สนับสนุนว่ารสนิยมทางเพศของมนุษย์ไม่ได้แบ่งแยกขาดจากกัน แต่ดำรงอยู่ในรูปแบบของ Continuum (ความต่อเนื่องที่ลื่นไหล) โดยมองว่าความเป็นไบเซ็กชวลคือบรรทัดฐานตามธรรมชาติ
  • การต่อต้านการจำกัดวัยรุ่น: เขาโต้แย้งว่า "สมองวัยรุ่น" เป็นผลผลิตทางวัฒนธรรมตะวันตกมากกว่าจะเป็นลักษณะทางชีวภาพ และสนับสนุนให้เยาวชนได้รับความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่มากขึ้น

แผนการแยกผู้ติดเชื้อ (Carrier Separation Plan - CSP)

ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 Epstein ได้เสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Carrier Separation Plan (CSP) ซึ่งเน้นการตรวจหาเชื้อพร้อมกันทั้งประชากร การแยกกักตัวผู้ติดเชื้ออย่างรวดเร็ว และการคัดกรองซ้ำในพื้นที่รวมกลุ่ม เพื่อหยุดการแพร่ระบาดโดยไม่ต้องพึ่งพาการเว้นระยะห่างทางสังคมหรือวัคซีนเพียงอย่างเดียว

การเปิดโปงอิทธิพลของ Big Tech ต่อประชาธิปไตย

หนึ่งในผลงานที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดคือการค้นพบ Search Engine Manipulation Effect (SEME) หรือปรากฏการณ์ที่เครื่องมือค้นหา (Search Engine) สามารถชี้นำผลการเลือกตั้งได้ โดยการจัดลำดับผลการค้นหาที่เอนเอียง ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ

นอกจากนี้เขายังนำเสนอ Search Suggestion Effect (SSE) ซึ่งระบุว่าระบบการแนะนำคำค้นหาอัตโนมัติ (Autocomplete) สามารถถูกใช้เพื่อบิดเบือนความคิดเห็นของสาธารณชนได้ โดยการลบหรือเพิ่มคำแนะนำที่ส่งผลบวกหรือลบต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้ Epstein จึงกลายเป็นผู้วิจารณ์ Google อย่างรุนแรง โดยเขามองว่าโมเดลธุรกิจของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นภัยคุกคามต่อระบบประชาธิปไตย และเคยเข้าให้การต่อคณะกรรมการตุลาการของวุฒิสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับประเด็นการเซ็นเซอร์และการบิดเบือนข้อมูลของ Google

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • การศึกษา: ปริญญาเอกด้านจิตวิทยาจาก Harvard University (1981)
  • ผลงานเด่น: ค้นพบปรากฏการณ์ SEME และ SSE ที่ชี้ให้เห็นการบิดเบือนผลการค้นหาเพื่อผลทางการเมือง
  • ความเชี่ยวชาญ: จิตวิทยาเชิงทดลอง, พฤติกรรมศาสตร์ และผลกระทบของเทคโนโลยีต่อมนุษย์
  • บทบาทสื่อ: อดีตบรรณาธิการบริหาร Psychology Today และผู้เขียนหนังสือมากกว่า 15 เล่ม
  • องค์กรปัจจุบัน: นักจิตวิทยาอาวุโสที่ American Institute for Behavioral Research and Technology (AIBRT)
สรุปผลงานและทฤษฎีสำคัญของ Robert Epstein
หัวข้อ ชื่อทฤษฎี/แนวคิด สาระสำคัญ
ความคิดสร้างสรรค์ Generativity Theory การวัดความคิดสร้างสรรค์เชิงปริมาณในมนุษย์และสัตว์
ความสัมพันธ์ VTEB / Love Contract ความรักสามารถเรียนรู้และสร้างขึ้นได้ด้วยความตั้งใจ
รสนิยมทางเพศ Sexual Continuum รสนิยมทางเพศมีความลื่นไหลและเป็นเส้นต่อเนื่อง
เทคโนโลยี SEME & SSE การใช้ Search Engine และคำแนะนำค้นหาเพื่อจูงใจผู้เลือกตั้ง
สาธารณสุข Carrier Separation Plan โมเดลหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสด้วยการตรวจและแยกกักตัว
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

SEME คืออะไรและส่งผลอย่างไร?

SEME (Search Engine Manipulation Effect) คือปรากฏการณ์ที่อัลกอริทึมของเครื่องมือค้นหาจัดลำดับข้อมูลที่เอนเอียง ซึ่งสามารถเปลี่ยนใจผู้ใช้งานให้คล้อยตามข้อมูลด้านใดด้านหนึ่งได้ โดยเฉพาะในการเลือกตั้งที่คะแนนสูสีกัน ซึ่งอาจส่งผลต่อผลลัพธ์สุดท้ายของการเลือกตั้งได้

ทฤษฎี Generativity Theory อธิบายเรื่องความคิดสร้างสรรค์อย่างไร?

ทฤษฎีนี้มองว่าความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพฤติกรรมที่สามารถวัดผลได้เชิงปริมาณ โดยพิจารณาจากการที่บุคคลหรือสัตว์สามารถสร้างรูปแบบการตอบสนองใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิมได้

Robert Epstein มีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับวัยรุ่น?

เขาเชื่อว่าแนวคิดเรื่อง "วัยรุ่น" (Adolescence) เป็นสิ่งที่สังคมตะวันตกสร้างขึ้นมาเพื่อจำกัดบทบาทของเยาวชน เขาเสนอว่าวัยรุ่นจำนวนมากมีความพร้อมทางวุฒิภาวะมากกว่าผู้ใหญ่บางคน และควรได้รับโอกาสในการรับผิดชอบหน้าที่แบบผู้ใหญ่มากขึ้น

ทำไมเขาถึงวิจารณ์ Google อย่างรุนแรง?

เพราะเขาพบหลักฐานว่า Google มีอำนาจในการควบคุมข้อมูลที่ผู้คนเห็น ซึ่งสามารถใช้เพื่อบิดเบือนความคิดเห็นของสาธารณชนและแทรกแซงกระบวนการประชาธิปไตยผ่านการจัดลำดับผลการค้นหาและการแนะนำคำค้นหาที่เลือกปฏิบัติ

Love Contract หรือสัญญาความรัก คืออะไร?

เป็นแนวคิดที่เสนอให้คู่รักตกลงร่วมกันในการสร้างพฤติกรรมที่ส่งเสริมความรักและความผูกพันอย่างเป็นระบบ โดยเชื่อว่าความรักไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นสิ่งที่สามารถบริหารจัดการและทำให้เติบโตขึ้นได้ผ่านการกระทำที่ตั้งใจ

Robert Epstein นักจิตวิทยาผู้ท้าทายอำนาจ Big Tech และทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์ | hmn.in.th