Roberta Kaplan ทนายความหญิงผู้พลิกประวัติศาสตร์สิทธิ LGBTQ+ และคดีดังระดับโลก
ในโลกของกฎหมายสหรัฐอเมริกา ชื่อของ Roberta Kaplan (หรือที่รู้จักในชื่อ Robbie Kaplan) ไม่ได้เป็นเพียงทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านการดำเนินคดีทางพาณิชย์เท่านั้น แต่เธอยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคม โดยเฉพาะการผลักดันสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และการปกป้องเหยื่อจากการล่วงละเมิดทางเพศผ่านคดีความที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองและสังคมระดับโลก

เส้นทางสู่ความสำเร็จและการศึกษา
Roberta Kaplan เกิดในปี 1966 ที่เมืองคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ในครอบครัวชาวยิว เธอเริ่มต้นปูพื้นฐานทางวิชาการอย่างเข้มข้น โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์และวรรณกรรมรัสเซียจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในปี 1988 ซึ่งในช่วงที่เธอศึกษาอยู่ที่มอสโก เธอได้ค้นพบความหลงใหลในการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านการรณรงค์เพื่อปลดปล่อยชาวยิวในสหภาพโซเวียต
ต่อมาเธอได้เข้าศึกษาต่อด้านกฎหมายจนได้รับปริญญา J.D. (Juris Doctor) จาก Columbia Law School ในปี 1991 ก่อนจะเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาในศาลแขวงสหรัฐฯ รัฐแมสซาชูเซตส์ และศาลอุทธรณ์แห่งรัฐนิวยอร์ก ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็นนักกฎหมายที่มีความสามารถโดดเด่น
การสร้างประวัติศาสตร์ในคดี United States v. Windsor
หนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้ Kaplan มากที่สุดคือการรับเป็นทนายความอาสา (Pro bono) ให้กับ Edith Windsor ในคดีประวัติศาสตร์ United States v. Windsor ซึ่งเกิดจากกรณีที่ Windsor ต้องชำระภาษีมรดกจำนวนมหาศาลหลังจากคู่สมรสของเธอเสียชีวิต เนื่องจากกฎหมายรัฐบาลกลางในขณะนั้นไม่ยอมรับการสมรสของคนเพศเดียวกัน
การต่อสู้ในชั้นศาลนำไปสู่คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ในปี 2013 ที่ระบุว่าส่วนหนึ่งของกฎหมาย Defense of Marriage Act (DOMA) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่บีบให้รัฐบาลกลางต้องยอมรับการสมรสเท่าเทียม และปูทางไปสู่คำตัดสินในคดี Obergefell v. Hodges ปี 2015 ที่ทำให้การสมรสของคนเพศเดียวกันถูกกฎหมายทั่วสหรัฐอเมริกา
บทบาทในการต่อสู้กับผู้มีอำนาจและคดีดังระดับโลก
นอกเหนือจากเรื่องสิทธิ LGBTQ+ แล้ว Kaplan ยังเป็นที่รู้จักจากการเป็นทนายความให้แก่ E. Jean Carroll ในคดีฟ้องร้อง Donald J. Trump ข้อหาหมิ่นประมาทและการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งเธอสามารถนำสืบจนคณะลูกขุนตัดสินให้ Trump มีความผิด โดยในคดีแรก Carroll ได้รับค่าเสียหาย 5 ล้านดอลลาร์ และในคดีที่สองได้รับค่าเสียหายสูงถึง 83.3 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ เธอยังมีบทบาทสำคัญในด้านอื่นๆ ดังนี้:
- การต่อต้านลัทธิเหยียดผิว: ยื่นฟ้องกลุ่มนีโอนาซีและกลุ่มสนับสนุนสมาพันธรัฐในเหตุการณ์จลาจล Unite the Right ที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์
- การปกป้องสิทธิสตรี: ร่วมก่อตั้ง Time's Up Legal Defense Fund เพื่อระดมทุนช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เหยื่อความรุนแรงทางเพศในที่ทำงาน
- คดีฉ้อโกงทางการเงิน: เป็นตัวแทนของ Mary Trump ในการฟ้องร้อง Donald Trump และพี่น้องในข้อหาฉ้อโกงทางการเงิน
การบริหารงานด้านกฎหมายและวิชาชีพ
Kaplan เคยเป็นหุ้นส่วนของบริษัทกฎหมายชั้นนำอย่าง Paul, Weiss, Rifkind, Wharton & Garrison ก่อนจะตัดสินใจออกมาตั้งบริษัทของตัวเองในชื่อ Kaplan Hecker & Fink LLP ในปี 2017 เพื่อมุ่งเน้นคดีพาณิชย์และประโยชน์สาธารณะ และล่าสุดในปี 2024 เธอได้เริ่มต้นความร่วมมือครั้งใหม่ในนาม Kaplan Martin ร่วมกับ Timothy S. Martin
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| การศึกษา | BA (Harvard), JD (Columbia Law School) |
| คดีสร้างชื่อ | United States v. Windsor, E. Jean Carroll v. Donald Trump |
| บทบาททางสังคม | ผู้ร่วมก่อตั้ง Time's Up Legal Defense Fund |
| ความเชี่ยวชาญ | การดำเนินคดีทางพาณิชย์ (Commercial Litigation) และกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- เป็นทนายความผู้มีบทบาทหลักในการล้มล้างกฎหมาย DOMA เพื่อสิทธิการสมรสเท่าเทียมในสหรัฐฯ
- ชนะคดีหมิ่นประมาทครั้งสำคัญที่ทำให้ Donald Trump ต้องชดใช้ค่าเสียหายรวมกว่า 88 ล้านดอลลาร์ให้แก่ E. Jean Carroll
- ได้รับรางวัล Litigator of the Year จาก American Lawyer ในปี 2013
- เปิดเผยตัวตนว่าเป็นเลสเบี้ยนและสมรสกับ Rachel Lavine ในปี 2005
คำถามที่พบบ่อย
Roberta Kaplan มีบทบาทอย่างไรในคดีสมรสเท่าเทียม?
เธอเป็นทนายความของ Edith Windsor ในคดี United States v. Windsor ซึ่งนำไปสู่การตัดสินของศาลฎีกาว่ากฎหมายที่ห้ามรัฐบาลกลางยอมรับการสมรสของคนเพศเดียวกันนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ
คดี E. Jean Carroll ที่เธอรับผิดชอบมีผลลัพธ์อย่างไร?
เธอสามารถทำให้คณะลูกขุนตัดสินว่า Donald Trump มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท โดยทำให้ผู้เสียหายได้รับค่าชดเชยรวมทั้งสิ้นกว่า 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
Time's Up Legal Defense Fund คืออะไร?
เป็นกองทุนที่ Kaplan ร่วมก่อตั้งเพื่อระดมทุนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศ โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมการทำงาน
ปัจจุบัน Roberta Kaplan ทำงานที่ไหน?
หลังจากเคยบริหาร Kaplan Hecker & Fink LLP ปัจจุบันเธอได้ก่อตั้งความร่วมมือทางกฎหมายแห่งใหม่ในชื่อ Kaplan Martin
เธอได้รับรางวัลเกียรติยศอะไรบ้าง?
เธอได้รับรางวัลมากมาย เช่น รางวัลทนายความผู้ทรงอิทธิพลที่สุด 100 อันดับแรกจาก Above The Law และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins