Rosario Murillo ผู้ทรงอิทธิพลเบื้องหลังอำนาจการเมืองนิการากัว
ในโลกของการเมืองนิการากัว ชื่อของ Rosario Murillo ไม่ได้เป็นเพียงภรรยาของผู้นำประเทศ แต่เธอคือบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ จากจุดเริ่มต้นในฐานะกวีและนักเคลื่อนไหว สู่ตำแหน่ง ประธานาธิบดีร่วม (Co-President) ของนิการากัว ซึ่งสะท้อนถึงการควบรวมอำนาจบริหารไว้ในมือของคู่สามีภรรยาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เส้นทางสู่จุดสูงสุดของอำนาจ
Rosario Murillo เริ่มต้นเส้นทางการเมืองด้วยการเข้าร่วม แนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติซานดินิสตา (FSLN) ในปี 1969 โดยเธอใช้บ้านของตนเองเป็นที่พักพิงให้กับกลุ่มกองโจรซานดินิสตา รวมถึงผู้ก่อตั้งพรรคอย่าง Tomás Borge ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 เธอทำงานเป็นเลขานุการให้กับบุคคลสำคัญทางวรรณกรรมและการเมือง ก่อนจะถูกจับกุมในปี 1976 และต้องลี้ภัยไปยังปานามา เวเนซุเอลา และคอสตาริกา
ในระหว่างการลี้ภัยที่คอสตาริกา เธอได้ร่วมก่อตั้งวิทยุ Sandino และได้พบกับ Daniel Ortega ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคู่ชีวิตและพันธมิตรทางการเมืองที่เหนียวแน่น ทั้งคู่แต่งงานกันอย่างลับๆ ในปี 1979 และกลับสู่นิการากัวหลังจากกลุ่มซานดินิสตาสามารถโค่นล้มเผด็จการ Anastasio Somoza Debayle ได้สำเร็จ
บทบาททางการเมืองและการก้าวขึ้นเป็นผู้นำ
Murillo เริ่มมีบทบาทโดดเด่นในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองช่วงปี 1998 เมื่อเธอออกตัวปกป้อง Daniel Ortega จากข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศที่ลูกสาวของเธอ (Zoilamérica Ortega Murillo) เป็นผู้กล่าวหา โดยเธอปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดและตัดขาดความสัมพันธ์กับลูกสาว
เมื่อ Daniel Ortega ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 2006 และได้รับเลือกตั้งซ้ำในปี 2011 บทบาทของ Murillo ก็ยิ่งทวีความสำคัญ เธอไม่ได้เป็นเพียงสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แต่ยังดำรงตำแหน่งโฆษกหลักของรัฐบาล รัฐมนตรี และผู้ประสานงานด้านการสื่อสาร จนกระทั่งในปี 2017 เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็น รองประธานาธิบดี ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเป็นอันดับสองของประเทศ
การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบประธานาธิบดีร่วม
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2024 เมื่อมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อขยายวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีจาก 5 ปี เป็น 6 ปี และกำหนดให้ Rosario Murillo มีสถานะเป็น ประธานาธิบดีร่วม ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2025
ข้อวิพากษ์วิจารณ์และประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน
แม้จะมีอำนาจล้นมือ แต่การบริหารงานของคู่สามีภรรยา Ortega-Murillo ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติและฝ่ายค้าน โดยถูกมองว่าเป็น ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม ที่จำกัดเสรีภาพทางการเมืองและปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างรุนแรง
เหตุการณ์ประท้วงในปี 2018 นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ประท้วงกว่า 309 ราย ส่งผลให้ Murillo ถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐอเมริกา และในปี 2021 สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศคว่ำบาตรเธอเป็นการส่วนตัวเนื่องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- สถานะปัจจุบัน: ประธานาธิบดีร่วมของนิการากัว (ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 18 กุมภาพันธ์ 2025)
- พื้นฐานการศึกษา: ศึกษาด้านศิลปะที่สวิตเซอร์แลนด์ และมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี และอ่านภาษาเยอรมันได้
- ความเชื่อ: เป็นคาทอลิกที่มีความศรัทธาในพระแม่มารีอย่างแรงกล้า และมีความเชื่อในแนวทาง New Age
- ผลงานด้านวรรณกรรม: เป็นกวีที่มีผลงานตีพิมพ์หลายเล่ม เช่น Gualtayán (1975) และ Angel in the deluge (1992)
| ช่วงปี | ตำแหน่ง | บทบาทหลัก |
|---|---|---|
| 1985–1990 / 2007–2025 | สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง | คู่สมรสของประธานาธิบดี Daniel Ortega |
| 2017–2025 | รองประธานาธิบดี | ผู้บริหารระดับสูงอันดับสองของประเทศ |
| 2025–ปัจจุบัน | ประธานาธิบดีร่วม | บริหารประเทศร่วมกับ Daniel Ortega |
คำถามที่พบบ่อย
Rosario Murillo มีความสัมพันธ์อย่างไรกับ Daniel Ortega?
เธอเป็นทั้งภรรยาและพันธมิตรทางการเมืองที่ใกล้ชิดที่สุด โดยทั้งคู่ร่วมกันบริหารประเทศนิการากัวในฐานะประธานาธิบดีร่วมตั้งแต่ปี 2025
ทำไมเธอถึงถูกสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ คว่ำบาตร?
เธอถูกคว่ำบาตรเนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การปราบปรามผู้ประท้วง และการจำกัดเสรีภาพทางการเมืองในนิการากัว
นอกจากบทบาททางการเมืองแล้ว เธอมีความสามารถด้านอื่นอย่างไร?
เธอเป็นกวีที่มีผลงานเขียนหลายเล่ม และมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาหลายภาษา รวมถึงมีความสนใจในด้านศิลปะและความเชื่อแบบ New Age
ตำแหน่ง "ประธานาธิบดีร่วม" มีที่มาอย่างไร?
เกิดจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญของนิการากัวในช่วงปลายปี 2024 ถึงต้นปี 2025 เพื่อให้ Rosario Murillo มีอำนาจบริหารเท่าเทียมกับ Daniel Ortega