Rune Bratseth ตำนานลิเบโร่ผู้ยิ่งใหญ่ของนอร์เวย์และเวร์เดอร์ เบรเมน
หากจะกล่าวถึงหนึ่งในผู้เล่นเกมรับที่ทรงอิทธิพลที่สุดของนอร์เวย์ ชื่อของ Rune Bratseth จะต้องปรากฏอยู่ในลำดับต้นๆ เสมอ ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่ถึง 1.93 เมตร จนได้รับฉายาว่า "Elk" (กวางมูส) เขาไม่ได้มีเพียงแค่ความแข็งแกร่ง แต่ยังมีความเร็วและการอ่านเกมที่ยอดเยี่ยมในตำแหน่ง Libero (ลิเบโร่ หรือผู้เล่นตัวกวาดที่ทำหน้าที่เป็นปราการหลังตัวสุดท้ายและสามารถเติมเกมรุกได้)

เส้นทางอาชีพจากนอร์เวย์สู่ความสำเร็จในเยอรมนี
Bratseth เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังกับสโมสรท้องถิ่นอย่าง Rosenborg BK โดยในช่วงแรกเขาเป็นนักเตะอาชีพเพียงบางเวลา จนกระทั่งจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนมกราคม ปี 1987 เมื่อเขาถูกดึงตัวไปร่วมทีม Werder Bremen ในลีกบุนเดสลีกา ประเทศเยอรมนี ด้วยค่าตัวเพียง 93,000 ยูโร
เขาได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงทันที และสามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสมัยแรกได้ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่ลงเล่นเต็มตัว ความสำเร็จสูงสุดในระดับสโมสรเกิดขึ้นในฤดูกาล 1991–92 เมื่อเขานำทีมคว้าแชมป์ UEFA Cup Winners' Cup โดยเอาชนะโมนาโกไป 2-0 ซึ่งในทัวร์นาเมนต์นี้เขาลงเล่นถึง 8 จาก 9 นัด และทำได้ 2 ประตู
ผลงานที่น่าจดจำและช่วงท้ายของการค้าแข้ง
นอกจากความสำเร็จในถ้วยยุโรป Bratseth ยังคว้าแชมป์ลีกเยอรมันได้อีกสมัย อย่างไรก็ตาม อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าเริ่มรบกวนการเล่นจนเขาต้องใช้การฉีดยาเพื่อประคองร่างกายให้ลงสนามได้ เขาตัดสินใจแขวนสตั๊ดหลังจากจบศึกฟุตบอลโลกปี 1994 แต่ได้กลับมาช่วยทีมเวร์เดอร์ เบรเมน เป็นครั้งสุดท้ายในเดือนมีนาคม 1995 เนื่องจากทีมประสบวิกฤตผู้เล่นบาดเจ็บ
ตลอดเวลาที่ค้าแข้งกับทีม "Hanseatics" (ฉายาของเวร์เดอร์ เบรเมน) เขาลงสนามไปทั้งหมด 316 นัด และทำได้ 20 ประตู หนึ่งในแมตช์ที่น่าประทับใจที่สุดคือการพลิกนรกเอาชนะ Anderlecht 5-3 ในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 1993-94 โดยเขาเป็นผู้ทำประตูให้ทีมไล่ตามมาเป็น 2-3 ในช่วงที่ทีมตามหลังอยู่ 0-3
บทบาทในทีมชาติและเกียรติยศสูงสุด
ในระดับนานาชาติ Bratseth ลงเล่นให้ทีมชาตินอร์เวย์รวม 60 นัด โดยเริ่มประเดิมสนามในปี 1986 และก้าวขึ้นเป็นกัปตันทีมชุดลุยศึกฟุตบอลโลกปี 1994 ซึ่งเป็นแมตช์สุดท้ายในอาชีพการค้าแข้งทีมชาติของเขา
ด้วยผลงานอันโดดเด่น สมาคมฟุตบอลนอร์เวย์จึงประกาศยกย่องให้เขาเป็น Golden Player หรือนักฟุตบอลนอร์เวย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบ 50 ปี เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2003 เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบของ UEFA
การผันตัวสู่ผู้บริหารและความสามารถด้านร่างกาย
หลังเลิกเล่นฟุตบอล Bratseth กลับมาที่ Rosenborg อีกครั้งในบทบาทประธานและผู้จัดการทั่วไป โดยร่วมมือกับโค้ช Nils Arne Eggen พาทีมครองความยิ่งใหญ่ในลีกนอร์เวย์อย่างต่อเนื่อง มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจว่าในช่วงที่เขารับตำแหน่งบริหาร เขายังคงมีชื่อเป็นผู้เล่นสำรองในทีมชุดลุยแชมเปียนส์ลีกเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉิน แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่ได้ต้องการลงเล่นแล้วก็ตาม
นอกจากทักษะฟุตบอล เขายังมีความเร็วที่น่าทึ่ง โดยเคยทำสถิติวิ่ง 40 เมตร ในเวลาเพียง 4.69 วินาที ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเวลาที่เร็วที่สุดเท่าที่นักฟุตบอลนอร์เวย์เคยทำได้
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตำแหน่ง: ลิเบโร่ (Libero) ผู้โดดเด่นด้านความเร็วและการอ่านเกม
- ฉายา: "Elk" เนื่องจากรูปร่างสูงใหญ่
- ความสำเร็จสูงสุด: แชมป์ UEFA Cup Winners' Cup 1991-92 และแชมป์บุนเดสลีกา 2 สมัย
- เกียรติยศส่วนตัว: ได้รับเลือกเป็น Golden Player ของนอร์เวย์ในปี 2003
- สถิติทีมชาติ: ลงเล่น 60 นัด ทำได้ 4 ประตู และเป็นกัปตันทีมในฟุตบอลโลก 1994
| สโมสร / ทีมชาติ | จำนวนนัดที่ลงเล่น | ประตูที่ทำได้ | ช่วงปีที่สังกัด |
|---|---|---|---|
| Rosenborg | 83 | 2 | 1983–1986 |
| Werder Bremen | 230 | 12 | 1987–1995 |
| ทีมชาตินอร์เวย์ | 60 | 4 | 1986–1994 |
| รวมทั้งหมด | 373 | 18 | - |
คำถามที่พบบ่อย
Rune Bratseth เล่นตำแหน่งอะไรและมีจุดเด่นอย่างไร?
เขาเล่นในตำแหน่งลิเบโร่ (Libero) โดยมีจุดเด่นที่ความเร็ว การยืนตำแหน่งที่แม่นยำ ความแข็งแกร่งในการรุก และความฉลาดในการดวลกับคู่ต่อสู้
ทำไมเขาถึงได้รับฉายาว่า "Elk"?
ฉายา "Elk" หรือกวางมูส ได้มาจากรูปร่างที่สูงใหญ่ถึง 1.93 เมตรของเขา ซึ่งเป็นลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดในสนาม
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในระดับสโมสรของเขาคืออะไร?
คือการพาสโมสรเวร์เดอร์ เบรเมน คว้าแชมป์ UEFA Cup Winners' Cup ในฤดูกาล 1991-92 โดยเอาชนะโมนาโกในรอบชิงชนะเลิศ
รางวัล Golden Player คืออะไร?
เป็นรางวัลที่มอบโดยสมาคมฟุตบอลนอร์เวย์ เพื่อยกย่องนักฟุตบอลนอร์เวย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบ 50 ปี ซึ่ง Bratseth ได้รับรางวัลนี้ในปี 2003
หลังจากเลิกเล่นฟุตบอล เขาทำหน้าที่อะไรต่อ?
เขาผันตัวไปเป็นผู้บริหาร โดยดำรงตำแหน่งประธานและผู้จัดการทั่วไปของสโมสร Rosenborg และประสบความสำเร็จในการพาทีมครองแชมป์ลีกนอร์เวย์