Saul Friedländer นักประวัติศาสตร์ผู้ถอดรหัสโศกนาฏกรรม Holocaust และลัทธินาซี
ในโลกของการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ชื่อของ Saul Friedländer (ซอล ฟรีดแลนเดอร์) เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว หรือ Holocaust (โฮโลคอสต์) เขาไม่เพียงแต่เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) แต่ชีวิตของเขายังเป็นประจักษ์พยานที่มีชีวิตซึ่งเชื่อมโยงโศกนาฏกรรมในอดีตเข้ากับการวิเคราะห์ทางวิชาการที่ลึกซึ้ง

เส้นทางชีวิตจากผู้รอดชีวิตสู่ปราชญ์ด้านประวัติศาสตร์
ฟรีดแลนเดอร์เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ. 1932 ณ กรุงปราก ประเทศเชโกสโลวาเกีย ในครอบครัวชาวยิวที่พูดภาษาเยอรมัน ชีวิตในวัยเด็กของเขาต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างรุนแรงจากการรุกรานของนาซีเยอรมนีในช่วงปี 1940–1944 ขณะที่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส เขาต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในโรงเรียนประจำคาทอลิกที่เมืองมงลูซง (Montluçon) ระหว่างปี 1942 ถึง 1946 ซึ่งในช่วงเวลานั้นเขาได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกและเตรียมตัวเข้าสู่เส้นทางนักบวช
ความเจ็บปวดที่สุดในชีวิตของเขาคือการสูญเสียบิดามารดา ซึ่งพยายามลี้ภัยไปยังสวิตเซอร์แลนด์แต่ถูกจับกุมโดยตำรวจฝรั่งเศสภายใต้รัฐบาลวิชี (Vichy) และถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันเอาชวิทซ์ (Auschwitz) เพื่อสังหารด้วยก๊าซพิษ โดยที่ฟรีดแลนเดอร์ได้รับรู้ชะตากรรมของพ่อแม่ในปี 1946 หลังจากสงครามสิ้นสุดลง
หลังปี 1946 เขาเริ่มตระหนักถึงอัตลักษณ์ความเป็นยิวและหันเข้าสู่แนวคิดไซออนิสต์ (Zionist) ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างรัฐยิว เขาอพยพไปยังประเทศอิสราเอลในปี 1948 ด้วยเรือ Altalena ของกลุ่ม Irgun และได้เข้ารับราชการในกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ที่ปารีสในช่วงปี 1953–1955
บทบาททางการเมืองและวิชาการ
ฟรีดแลนเดอร์มีบทบาทสำคัญในแวดวงการเมืองและวิชาการอย่างกว้างขวาง เขาเคยทำงานเป็นเลขานุการของ Nachum Goldman ประธานองค์กรไซออนิสต์โลก และเป็นผู้ช่วยของ Shimon Peres อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ต่อมาในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เขาได้หันมาสนับสนุนแนวคิดฝ่ายซ้ายและมีบทบาทในกลุ่ม Peace Now เพื่อผลักดันสันติภาพ
ในด้านวิชาการ เขาได้รับปริญญาเอกจาก Graduate Institute of International Studies ในเจนีวา และได้สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ทั้งในเยรูซาเล็ม เทลอาวีฟ และท้ายที่สุดที่ UCLA ในปี 1988 นอกจากนี้ เขายังได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการประวัติศาสตร์อิสระ (IHC) เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Bertelsmann กับระบอบนาซี ซึ่งผลการตรวจสอบยืนยันว่าบริษัทดังกล่าวได้ร่วมมือกับรัฐบาลนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
มุมมองทางประวัติศาสตร์ต่อลัทธินาซี
สำหรับฟรีดแลนเดอร์ ลัทธินาซี ไม่ใช่เพียงระบอบการเมือง แต่คือ "ลัทธิบูชาความตาย" (Death Cult) ที่ปฏิเสธคุณค่าของทุกชีวิต เขาเสนอแนวคิดว่าความเกลียดชังชาวยิวของนาซีนั้นมีความพิเศษและแตกต่างจากครั้งอื่นในประวัติศาสตร์ โดยเรียกว่าเป็น "Redemptive Anti-semitism" หรือการต่อต้านยิวเพื่อการไถ่บาป ซึ่งนาซีใช้เป็นคำอธิบายทุกสิ่งในโลกและเสนอทางรอดให้กับผู้ที่เกลียดชังชาวยิว
ในประเด็นเรื่องจุดเริ่มต้นของ Holocaust ฟรีดแลนเดอร์จัดอยู่ในกลุ่ม Moderate Intentionalist (กลุ่มที่เชื่อว่ามีการวางแผนแต่ไม่สุดโต่ง) เขาปฏิเสธความเชื่อที่ว่าอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มีแผนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่เขียนหนังสือ Mein Kampf แต่เขาสรุปจากการวิจัยว่า ความตั้งใจที่จะกำจัดชาวยิวในยุโรปทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจริงหลังปี 1941
การโต้แย้งเรื่อง "การทำให้เป็นประวัติศาสตร์ปกติ" (Historicization)
ฟรีดแลนเดอร์เคยมีข้อพิพาททางวิชาการที่ดุเดือดกับ Martin Broszat นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมันตะวันตก เกี่ยวกับแนวคิดการมองระบอบนาซีให้เป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ปกติ โดยฟรีดแลนเดอร์คัดค้านอย่างรุนแรงด้วยเหตุผล 3 ประการ:
- การบิดเบือนจุดเน้น: การมองภาพรวมระยะยาว (longue durée) อาจทำให้ความสำคัญของนโยบายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถูกลดทอนลง
- ความเสี่ยงในการลบเลือนอาชญากรรม: การพยายามหา "ความปกติ" ในชีวิตประจำวันของยุคนั้น อาจทำให้ผู้ศึกษาละเลย "อาชญากรรม" ที่เกิดขึ้นควบคู่กันไป
- การเปิดช่องให้กับการแก้ตัว: การนิยามที่คลุมเครืออาจถูกนำไปใช้สร้างข้อโต้แย้งเพื่อปกป้องหรือลดทอนความผิดของลัทธินาซี
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตัวตน: นักประวัติศาสตร์ชาวยิวเชื้อสายเช็ก และศาสตราจารย์เกียรติคุณจาก UCLA
- ประสบการณ์ตรง: รอดชีวิตจากยุคนาซีโดยการซ่อนตัวในโรงเรียนคาทอลิก และสูญเสียพ่อแม่ในค่ายกักกันเอาชวิทซ์
- แนวคิดหลัก: มองว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นาซีเป็นเหตุการณ์พิเศษที่ไม่สามารถใช้ภาษาปกติอธิบายได้ และเป็นลัทธิบูชาความตาย
- ผลงานเด่น: หนังสือ Nazi Germany and the Jews ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) ในปี 2008
- จุดยืนทางวิชาการ: เป็น Moderate Intentionalist ที่เชื่อว่าแผนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เริ่มชัดเจนหลังปี 1941
| ปีที่ได้รับ | รางวัล / เกียรติยศ | ผลงานที่เกี่ยวข้อง |
|---|---|---|
| 1983 | Israel Prize | ด้านประวัติศาสตร์ |
| 1999 | MacArthur Fellowship | - |
| 2000 | Fellow of the American Academy of Arts and Sciences | - |
| 2007 | Peace Prize of the German Book Trade | - |
| 2008 | Pulitzer Prize (General Nonfiction) | The Years of Extermination: Nazi Germany and the Jews, 1939–1945 |
| 2014 | Dan David Prize | ด้านประวัติศาสตร์และความทรงจำ |
| 2021 | Balzan Prize | การศึกษาด้าน Holocaust และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ |
คำถามที่พบบ่อย
Saul Friedländer มีความเห็นอย่างไรต่อจุดเริ่มต้นของ Holocaust?
เขาเชื่อในแนวทาง Moderate Intentionalist โดยมองว่าแม้ฮิตเลอร์จะมีความเกลียดชังชาวยิว แต่ไม่ได้มีแผนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดตั้งแต่ต้น (เช่น ในหนังสือ Mein Kampf) แต่ความตั้งใจที่จะกำจัดชาวยิวในยุโรปให้หมดสิ้นนั้นเกิดขึ้นและชัดเจนขึ้นหลังปี 1941
ทำไมเขาถึงคัดค้านแนวคิด "Historicization" ของ Martin Broszat?
เพราะเขาเกรงว่าการพยายามมองระบอบนาซีให้เป็นเพียง "ช่วงเวลาปกติ" ของประวัติศาสตร์เยอรมัน จะทำให้ความโหดร้ายและอาชญากรรมของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ถูกลดทอนความสำคัญลง และอาจกลายเป็นการสร้างข้ออ้างเพื่อปกป้องผู้กระทำผิดในอดีต
ผลงานเขียนชิ้นใดของเขาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด?
ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือชุดหนังสือ Nazi Germany and the Jews ซึ่งแบ่งเป็นเล่มที่ว่าด้วยการกดขี่ (1933–1939) และเล่มที่ว่าด้วยการกำจัด (1939–1945) โดยเล่มหลังนี้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี 2008
แนวคิด "Redemptive Anti-semitism" คืออะไร?
คือความเชื่อของพรรคนาซีที่ว่า การกำจัดชาวยิวไม่ใช่แค่การเกลียดชังทางเชื้อชาติ แต่เป็นการ "ไถ่บาป" หรือการชำระล้างโลกให้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นาซีใช้สร้างความชอบธรรมในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และดึงดูดผู้สนับสนุน
ประสบการณ์ส่วนตัวส่งผลต่อการทำงานวิชาการของเขาอย่างไร?
การที่เขาเคยเป็นเด็กที่ต้องหลบซ่อนตัวและสูญเสียพ่อแม่ในค่ายกักกัน ทำให้เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเจ็บปวดและผลกระทบในระดับปัจเจก ซึ่งสะท้อนออกมาในงานเขียนประเภท Alltagsgeschichte หรือประวัติศาสตร์ชีวิตประจำวันของการถูกกดขี่