Serzh Sargsyan เส้นทางอำนาจและการเมืองของอดีตประธานาธิบดีอาร์เมเนีย
Serzh Sargsyan (เซิร์จ ซาร์กสยัน) เป็นรัฐบุรุษผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศอาร์เมเนีย โดยเขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประเทศในช่วงปี 2008 ถึง 2018 และยังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงสองครั้ง อย่างไรก็ตาม เส้นทางการเมืองของเขาต้องสิ้นสุดลงอย่างกะทันหันจากการประท้วงครั้งใหญ่ในการปฏิวัติอาร์เมเนียปี 2018 ที่บีบให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่ง

จุดเริ่มต้นและชีวิตในวัยเยาว์
ซาร์กสยันเกิดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 1954 ที่เมืองสเตปานาเคิร์ต ในเขตปกครองตนเองนากอร์โน-คาราบัค (Nagorno-Karabakh) ภายใต้สหภาพโซเวียต เขาเติบโตในครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากการกวาดล้างครั้งใหญ่ในปี 1937 ทำให้ครอบครัวต้องย้ายถิ่นฐาน ด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาจากภาควิชาภาษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัฐเยเรวาน (Yerevan State University) ในปี 1979 และมีความสามารถทางภาษาที่โดดเด่น โดยสามารถสื่อสารได้คล่องแคล่วทั้งภาษาอาร์เมเนีย รัสเซีย และอาเซอร์ไบจาน
ในช่วงเริ่มต้นของการทำงาน เขาไต่เต้าผ่านตำแหน่งต่างๆ ในคณะกรรมการคอมโซโมล (Komsomol - องค์กรเยาวชนคอมมิวนิสต์) และเริ่มมีบทบาททางการเมืองที่เข้มข้นขึ้นในช่วงสงครามนากอร์โน-คาราบัคครั้งที่หนึ่ง โดยมีส่วนสำคัญในการจัดตั้งกองทัพป้องกันสาธารณรัฐนากอร์โน-คาราบัค (NKR Defense Army)

การก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจ
ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี ซาร์กสยันผ่านประสบการณ์การบริหารระดับสูงมาอย่างโชกโชน ทั้งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ นอกจากนี้เขายังเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในช่วงสั้นๆ ระหว่างปี 2007-2008
ในปี 2008 เขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วยการสนับสนุนจาก พรรครีพับลิกัน (Republican Party) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองหลักที่กุมอำนาจในขณะนั้น แม้ว่าชัยชนะของเขาจะถูกคัดค้านโดยกลุ่มผู้สนับสนุนของ เลวอน เทอร์-เปโตรสยัน จนนำไปสู่การประท้วงที่รุนแรงในกรุงเยเรวาน แต่เขาก็สามารถดำรงตำแหน่งจนครบวาระและได้รับเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งในปี 2013
นโยบายการบริหารและเศรษฐกิจ
ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี อาร์เมเนียต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจโลก (Great Recession) ในปี 2009 ส่งผลให้ GDP ของประเทศหดตัวลงอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของซาร์กสยันได้พยายามนำระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-government) มาใช้เพื่อลดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออกผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งทำให้จำนวนบล็อกเกอร์ในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ซาร์กสยันตัดสินใจนำอาร์เมเนียเข้าเป็นสมาชิก สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Union - EAEU) ในปี 2015 ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจร่วมกับรัสเซีย เบลารุส และคาซัคสถาน เพื่อสร้างตลาดเดียวที่เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายสินค้าและทุน

การต่างประเทศและความขัดแย้งระดับภูมิภาค
ความขัดแย้งกับอาเซอร์ไบจาน
ประเด็นนากอร์โน-คาราบัคเป็นหัวใจสำคัญของนโยบายต่างประเทศ โดยซาร์กสยันพยายามผลักดันการแก้ปัญหาอย่างสันติผ่านกลุ่มมินสก์ของ OSCE (OSCE Minsk Group) แต่เขามักวิจารณ์อาเซอร์ไบจานว่าใช้โฆษณาชวนเชื่อที่สร้างความเกลียดชังชาวอาร์เมเนีย (Armenophobia) และสะสมกำลังทางทหาร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพ
ความพยายามปรับความสัมพันธ์กับตุรกี
ซาร์กสยันเคยริเริ่ม "ทูตฟุตบอล" (Football Diplomacy) โดยการเชิญประธานาธิบดีตุรกีมาชมการแข่งขันฟุตบอลในอาร์เมเนีย เพื่อนำไปสู่การเปิดพรมแดนและการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต อย่างไรก็ตาม ความพยายามนี้ล้มเหลวเนื่องจากความขัดแย้งเรื่องการยอมรับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอาร์เมเนียปี 1915 และการคัดค้านจากกลุ่มชาตินิยมทั้งในและนอกประเทศ

ความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรปและรัสเซีย
เดิมทีอาร์เมเนียมีความตั้งใจจะทำข้อตกลงสมาคม (Association Agreement) กับสหภาพยุโรป (EU) แต่ซาร์กสยันได้เปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหันในปี 2013 โดยเลือกเข้าหาทางรัสเซียและเข้าร่วม EAEU แทน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันจากเครมลิน
จุดจบของอำนาจและการดำเนินคดี
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนเมษายน 2018 เมื่อซาร์กสยันพยายามเปลี่ยนผ่านอำนาจจากประธานาธิบดีมาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกฝ่ายค้านมองว่าเป็นการ "ยึดอำนาจ" (Power Grab) นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดย นิโคล พาชินยัน (Nikol Pashinyan) จนในที่สุดเขาต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 23 เมษายน 2018

หลังพ้นจากตำแหน่ง ซาร์กสยันถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหายักยอกทรัพย์ โดยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการช่วยเหลือเกษตรกรในการจัดหาเชื้อเพลิงดีเซลราคาถูกในปี 2013 ซึ่งมีการยักยอกเงินงบประมาณรัฐเป็นจำนวนมหาศาล
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ตำแหน่งสูงสุด: ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของอาร์เมเนีย (2008–2018)
- พรรคการเมือง: ประธานพรรครีพับลิกัน (Republican Party)
- ผลงานเด่น: นำอาร์เมเนียเข้าสู่สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU)
- จุดสิ้นสุดอำนาจ: ลาออกเนื่องจากการประท้วงใหญ่ในปี 2018 (Velvet Revolution)
- การศึกษา: ปริญญาด้านภาษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัฐเยเรวาน
| ช่วงปี (ค.ศ.) | ตำแหน่ง | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| 1993 – 1995 | รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม | วาระแรก |
| 1996 – 1999 | รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและความมั่นคงแห่งชาติ | ดูแลความมั่นคงภายใน |
| 2000 – 2007 | รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม | วาระที่สอง |
| 2007 – 2008 | นายกรัฐมนตรี | ดำรงตำแหน่งก่อนเป็นประธานาธิบดี |
| 2008 – 2018 | ประธานาธิบดี | ดำรงตำแหน่ง 2 วาระติดต่อกัน |
| 2018 (เม.ย.) | นายกรัฐมนตรี | ดำรงตำแหน่งเพียง 6 วันก่อนลาออก |
คำถามที่พบบ่อย
Serzh Sargsyan ลาออกจากตำแหน่งเพราะเหตุใด?
เขาลาออกเนื่องจากการประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนที่มองว่าการที่เขาเปลี่ยนจากตำแหน่งประธานาธิบดีมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2018 เป็นการพยายามรักษาอำนาจไว้อย่างไม่เป็นธรรม
บทบาทของเขาในความขัดแย้งนากอร์โน-คาราบัคคืออะไร?
เขาเป็นผู้ผลักดันการเจรจาสันติภาพผ่านกลุ่มมินสก์ของ OSCE แต่ในขณะเดียวกันก็ยืนยันว่าอาร์เมเนียพร้อมตอบโต้ทางการทหารหากถูกอาเซอร์ไบจานรุกราน เพื่อปกป้องสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวคาราบัค
"ทูตฟุตบอล" (Football Diplomacy) คืออะไร?
คือความพยายามของซาร์กสยันในการปรับความสัมพันธ์กับตุรกี โดยใช้การเชิญผู้นำตุรกีมาชมการแข่งขันฟุตบอลเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดพรมแดนและสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต
ทำไมอาร์เมเนียถึงเปลี่ยนใจไม่เข้าร่วมกับสหภาพยุโรป (EU)?
ภายใต้การนำของซาร์กสยัน อาร์เมเนียตัดสินใจเข้าร่วมสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ของรัสเซียแทน ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าเกิดจากแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจจากรัสเซีย
ปัจจุบัน Serzh Sargsyan เผชิญกับปัญหาทางกฎหมายอะไรบ้าง?
เขาถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกเงินงบประมาณรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการสนับสนุนน้ำมันดีเซลสำหรับเกษตรกรในปี 2013