Sheryl WuDunn ผู้หญิงแกร่งผู้ขับเคลื่อนสังคมผ่านงานเขียนและวารสารศาสตร์ระดับโลก
ในโลกของวารสารศาสตร์และการขับเคลื่อนสังคม ชื่อของ Sheryl WuDunn (เชอริล วูดันน์) เป็นที่ยอมรับในฐานะผู้หญิงที่ใช้ปลายปากกาเปลี่ยนโลก เธอคือนักข่าว นักเขียน และผู้บริหารที่มีความสามารถรอบด้าน โดยโดดเด่นอย่างยิ่งในการนำเสนอประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมและสิทธิสตรีในระดับสากล
เส้นทางชีวิตของเธอเริ่มต้นจากการเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายจีนรุ่นที่สามที่เติบโตในย่าน Upper West Side ของมหานครนิวยอร์ก ด้วยพื้นฐานการศึกษาที่ยอดเยี่ยมจากสถาบันชั้นนำระดับโลก ทั้งปริญญาตรีด้านประวัติศาสตร์ยุโรปจาก Cornell University, ปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) จาก Harvard Business School และปริญญาโทด้านการบริหารรัฐกิจ (MPA) จาก Princeton University ทำให้เธอมีมุมมองที่เฉียบคมทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

ความสำเร็จบนเส้นทางวารสารศาสตร์และรางวัลระดับโลก
จุดสูงสุดในอาชีพนักข่าวของ Sheryl WuDunn เกิดขึ้นเมื่อเธอร่วมงานกับ The New York Times ในฐานะผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำสำนักงานปักกิ่งและโตเกียว ความกล้าหาญและการรายงานข่าวที่แม่นยำทำให้เธอและ Nicholas Kristof สามีของเธอ ได้รับ รางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) สาขาการรายงานข่าวต่างประเทศในปี 1990 จากการนำเสนอเหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989
ความสำเร็จในครั้งนั้นสร้างประวัติศาสตร์สำคัญ 2 ประการ คือ เธอเป็นนักข่าวหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ และเธอกับสามีเป็นคู่สามีภรรยาคู่แรกที่ได้รับรางวัลนี้ร่วมกัน นอกจากนี้เธอยังได้รับรางวัลทรงเกียรติอย่าง George Polk Award และรางวัลจาก Overseas Press Club จากผลงานการรายงานข่าวในประเทศจีนอีกด้วย
บทบาทที่หลากหลาย: จากโลกการเงินสู่การขับเคลื่อนสังคม
นอกเหนือจากงานเขียน Sheryl ยังมีประสบการณ์ในโลกธุรกิจและการเงินที่น่าทึ่ง เธอเคยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อระหว่างประเทศที่ Bankers Trust Company และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองประธานในแผนกการจัดการการลงทุนของ Goldman Sachs โดยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth Adviser)
ปัจจุบันเธอให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีแนวคิด Double Bottom Line (การดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นทั้งผลกำไรทางธุรกิจและผลลัพธ์ทางสังคม) โดยสนับสนุนผู้ประกอบการหญิง พลังงานทางเลือก และบริษัทที่เน้นการเติบโตในกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อใหม่ในตลาดเกิดใหม่

ผลงานเขียนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับโลก
Sheryl และสามีได้ร่วมกันเขียนหนังสือขายดี (Best-sellers) ถึง 5 เล่ม ซึ่งแต่ละเล่มมุ่งเน้นการวิเคราะห์สังคมและสร้างความเปลี่ยนแปลง ดังนี้:
- China Wakes และ Thunder from the East: เจาะลึกสถานการณ์ทางวัฒนธรรม สังคม และการเมืองของเอเชียตะวันออก
- Half the Sky: หนังสือที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนการกดขี่ให้เป็นโอกาสสำหรับผู้หญิงทั่วโลก ซึ่งต่อมาถูกสร้างเป็นสารคดีทาง PBS และเกมบน Facebook เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง
- A Path Appears: คู่มือการบริจาคเพื่อการกุศลอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ไขปัญหาระดับโลก
- Tightrope: การสำรวจความหวังและการดิ้นรนของชาวอเมริกัน
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| การศึกษา | Cornell (BA), Harvard (MBA), Princeton (MPA) |
| รางวัลสูงสุด | รางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) ปี 1990 |
| บทบาทสำคัญ | นักข่าว The New York Times, รองประธาน Goldman Sachs |
| ผลงานเด่น | หนังสือ Half the Sky, China Wakes |
| ความเชี่ยวชาญ | สิทธิสตรี, การเมืองเอเชีย, การลงทุนเพื่อสังคม |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- เป็นผู้หญิงเอเชีย-อเมริกันคนแรกที่ชนะรางวัลพูลิตเซอร์
- ได้รับรางวัลความสำเร็จสูงสุดตลอดชีวิต (Lifetime Achievement Award) จาก Dayton Literary Peace Prize ในปี 2009
- ได้รับการจัดอันดับโดย Newsweek ให้เป็น 1 ใน 150 ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลต่อโลก (Women who Shake the World) ในปี 2011
- มีบทบาทในคณะกรรมการบริหารของ Cornell University และ Princeton University
คำถามที่พบบ่อย
Sheryl WuDunn ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์จากผลงานอะไร?
เธอได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สาขาการรายงานข่าวต่างประเทศในปี 1990 ร่วมกับสามี จากการรายงานข่าวเหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินในปี 1989
หนังสือ "Half the Sky" มีจุดประสงค์เพื่ออะไร?
มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้และหาแนวทางในการเปลี่ยนการกดขี่ให้เป็นโอกาสสำหรับผู้หญิงทั่วโลก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิสตรี
นอกจากการเป็นนักเขียนแล้ว เธอมีประสบการณ์ด้านอื่นอย่างไรบ้าง?
เธอเคยเป็นผู้บริหารระดับสูง (Vice President) ที่ Goldman Sachs และเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำปักกิ่งและโตเกียวให้กับ The New York Times
เธอมีส่วนร่วมในการศึกษาอย่างไรบ้าง?
เธอเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหาร (Board of Trustees) ของ Cornell University นานกว่าทศวรรษ และได้รับเลือกให้เป็นคณะกรรมการบริหารของ Princeton University ในปี 2013