← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Shirley Tilghman ผู้บุกเบิกด้านชีววิทยาโมเลกุลและอดีตอธิการบดีหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Shirley Tilghman ผู้บุกเบิกด้านชีววิทยาโมเลกุลและอดีตอธิการบดีหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน

Shirley Tilghman ผู้บุกเบิกด้านชีววิทยาโมเลกุลและอดีการบดีหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน Shirley Tilghman (ชื่อเดิม Shirley Marie Caldwell) คือบุคคลสำคัญระดับโลกที่ประส…

Shirley Tilghmanมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันชีววิทยาโมเลกุลGenomic Imprinting

Shirley Tilghman ผู้บุกเบิกด้านชีววิทยาโมเลกุลและอดีการบดีหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน

Shirley Tilghman (ชื่อเดิม Shirley Marie Caldwell) คือบุคคลสำคัญระดับโลกที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นทั้งในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้าน ชีววิทยาโมเลกุล (Molecular Biology) และผู้บริหารสถาบันการศึกษาระดับโลก โดยเธอสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนที่ 19 ของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ระหว่างปี 2001 ถึง 2013 ซึ่งถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของมหาวิทยาลัยแห่งนี้

Content image

เส้นทางสู่ความสำเร็จและรากฐานทางวิชาการ

Tilghman เกิดเมื่อวันที่ 17 กันยายน 1946 ณ เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา ความหลงใหลในด้านคณิตศาสตร์ของเธอถูกปลูกฝังโดยบิดาตั้งแต่ยังเด็ก ซึ่งมักจะใช้เกมคณิตศาสตร์แทนการเล่านิทานก่อนนอน สิ่งนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญที่นำเธอไปสู่การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง

เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเกียรตินิยมด้านเคมีจาก Queen's University ในปี 1968 ก่อนจะออกไปเป็นครูสอนระดับมัธยมศึกษาในประเทศเซียร์ราลีโอน ภายใต้โครงการ CUSO ของแคนาดา จากนั้นเธอได้ศึกษาต่อจนจบปริญญาโทและปริญญาเอกด้านชีวเคมีจาก Temple University โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่องการควบคุมทางฮอร์โมนของเอนไซม์ Phosphoenolpyruvate Carboxykinase ภายใต้การดูแลของ Richard W. Hanson

ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์และการค้นพบที่สำคัญ

ในด้านงานวิจัย Tilghman มุ่งเน้นไปที่ พันธุศาสตร์โมเลกุล (Molecular Genetics) โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมยีนในระหว่างการพัฒนาของตัวอ่อน และปรากฏการณ์ Genomic Imprinting (การที่ยีนบางตัวแสดงออกแตกต่างกันขึ้นอยู่กับว่าได้รับมาจากพ่อหรือแม่)

ผลงานที่โดดเด่นของเธอเกิดขึ้นในช่วงการศึกษาหลังปริญญาเอกที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) ซึ่งเธอเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่สามารถโคลนนิ่งยีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมได้เป็นครั้งแรก และยังพิสูจน์ได้ว่ายีนโกลบินมีการตัดต่อ (Splicing) ซึ่งช่วยยืนยันทฤษฎีการทำงานของยีนในยุคนั้น ต่อมาเธอได้ร่วมงานกับ Fox Chase Cancer Center และมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ก่อนจะย้ายมาเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในปี 1986

นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้นำในการใช้หนูทดลองเพื่อศึกษาพฤติกรรมของยีนผ่านการแทรกยีนในเซลล์ตัวอ่อน และได้ก่อตั้งสถาบัน Lewis-Sigler Institute for Integrative Genomics เพื่อบูรณาการความรู้ด้านจีโนมิกส์เข้าด้วยกัน

การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันในฐานะอธิการบดี

ตลอดระยะเวลา 12 ปีในการบริหาร Tilghman ได้ผลักดันพันธกิจหลักสองประการ คือการเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถจากทั่วโลกเข้าถึงการศึกษาผ่านระบบทุนการศึกษาที่เข้มแข็ง และการขยายพรมแดนความรู้ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะ

ผลงานที่เป็นรูปธรรมภายใต้การนำของเธอ ได้แก่:

  • การปฏิรูประบบการเงิน: พรินซ์ตันเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในสหรัฐฯ ที่ยกเลิกเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยเปลี่ยนเป็นเงินทุนให้เปล่า (Grants) จากกองทุนสะสมของมหาวิทยาลัย เพื่อให้บัณฑิตจบการศึกษาโดยไม่มีหนี้สิน
  • การขยายโครงสร้างพื้นฐาน: ก่อตั้ง Whitman College เพื่อรองรับจำนวนนักศึกษาปริญญาตรีที่เพิ่มขึ้น และปรับปรุงระบบหอพักเพื่อส่งเสริมการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาต่างชั้นปี
  • การก่อตั้งศูนย์วิจัยเฉพาะทาง: จัดตั้งศูนย์ศึกษาแอฟริกันอเมริกัน, ศูนย์ศิลปะ Lewis Center, สถาบันประสาทวิทยาศาสตร์ (Princeton Neuroscience Institute) และศูนย์พลังงานและสิ่งแวดล้อม Andlinger Center
  • การส่งเสริมความหลากหลาย: ผลักดันนโยบาย Affirmative Action เพื่อเพิ่มความหลากหลายของคณาจารย์และนักศึกษา รวมถึงการจัดงานเฉลิมฉลองสำหรับกลุ่ม LGBT ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ

บทบาทในระดับสากลและงานหลังเกษียณ

นอกเหนือจากงานบริหารการศึกษา Tilghman ยังได้รับความไว้วางใจให้เป็นกรรมการบริหารของ Google ตั้งแต่ปี 2005 ถึง 2018 และดำรงตำแหน่งในสภาที่ปรึกษาและสถาบันวิจัยชั้นนำมากมาย เช่น สถาบันการศึกษาขั้นสูง (Institute for Advanced Study) และ Broad Institute

เธอยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการสนับสนุนผู้หญิงในสายงาน STEM โดยชี้ให้เห็นว่าอุปสรรคที่ทำให้ผู้หญิงเข้าสู่สายงานวิทยาศาสตร์น้อยลงเกิดจากปัจจัยทางวัฒนธรรมและสังคม ไม่ใช่ความแตกต่างทางสติปัญญาโดยกำเนิด

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ตำแหน่งประวัติศาสตร์: อธิการบดีหญิงคนแรกของมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (2001–2013)
  • ความเชี่ยวชาญ: ชีววิทยาโมเลกุล, พันธุศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ
  • ผลงานเด่น: การโคลนนิ่งยีนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และการวิจัย Genomic Imprinting
  • นวัตกรรมการศึกษา: เปลี่ยนระบบเงินกู้ยืมนักศึกษาเป็นทุนให้เปล่าทั้งหมด
  • รางวัลเกียรติยศ: ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มากกว่า 19 แห่ง และเป็นสมาชิกของ Royal Society
สรุปข้อมูลประวัติและผลงานของ Shirley Tilghman
หัวข้อ รายละเอียด
การศึกษา BSc (Queen's University), MS & PhD (Temple University)
ตำแหน่งบริหาร อธิการบดีมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน คนที่ 19
สาขาที่เชี่ยวชาญ ชีววิทยาโมเลกุล และการควบคุมยีนในตัวอ่อน
บทบาททางธุรกิจ กรรมการบริหารบริษัท Google (2005–2018)
รางวัลสำคัญ L'Oréal-UNESCO Awards for Women in Science, Officer of the Order of Canada
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Shirley Tilghman มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่อวงการวิทยาศาสตร์?

เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาโมเลกุลที่มีผลงานโดดเด่นในการโคลนนิ่งยีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และการศึกษาเรื่อง Genomic Imprinting ซึ่งช่วยให้เข้าใจการทำงานของยีนและการพัฒนาของตัวอ่อนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดที่เธอทำในมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันคืออะไร?

การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดคือการยกเลิกเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาสำหรับนักศึกษา โดยใช้เงินจากกองทุนสะสมของมหาวิทยาลัยมาสนับสนุนเป็นทุนให้เปล่าแทน เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถสามารถเรียนจบได้โดยไม่มีภาระหนี้สิน

เธอมีมุมมองอย่างไรเกี่ยวกับผู้หญิงในสายงานวิทยาศาสตร์?

Tilghman เชื่อว่าไม่มีความแตกต่างทางสติปัญญาโดยกำเนิดระหว่างชายและหญิงในด้านวิทยาศาสตร์ แต่ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมต่างหากที่เป็นตัวขัดขวางไม่ให้ผู้หญิงก้าวหน้าในอาชีพสาย STEM

นอกจากงานวิชาการแล้ว เธอเคยทำงานในภาคธุรกิจหรือไม่?

ใช่ เธอเคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริหาร (Board of Directors) ของบริษัท Google เป็นเวลากว่า 12 ปี ตั้งแต่ปี 2005 จนถึงปี 2018

เธอจัดการสมดุลระหว่างชีวิตครอบครัวและงานบริหารระดับสูงได้อย่างไร?

เธอให้ความสำคัญกับการจัดระเบียบและการมีสมาธิกับสิ่งที่ทำในขณะนั้น (Focus) โดยพยายามไม่ให้เกิดความรู้สึกผิดเมื่อต้องทำงานหรือดูแลครอบครัว และเธอยังได้ผลักดันให้มีระบบดูแลเด็ก (Day-care) สำหรับพนักงานในมหาวิทยาลัยเพื่อสนับสนุนพ่อแม่ที่ทำงานด้วย