Steve Schmidt จากกุนซือรีพับลิกันสู่ผู้ท้าชิงอำนาจโดนัลด์ ทรัมป์
ในโลกของการเมืองสหรัฐฯ น้อยคนนักที่จะมีเส้นทางชีวิตที่พลิกผันอย่างสุดขั้วเท่ากับ Steve Schmidt นักยุทธศาสตร์การเมืองและที่ปรึกษาองค์กรระดับแถวหน้า ผู้ซึ่งเคยเป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันให้ก้าวสู่จุดสูงสุด แต่ในเวลาต่อมา เขากลับกลายเป็นหนึ่งในศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของโดนัลด์ ทรัมป์ และพรรคเดิมที่เขาเคยสังกัด

เส้นทางสู่การเป็นยอดนักยุทธศาสตร์
Steve Schmidt เริ่มต้นความสนใจด้านการเมืองตั้งแต่เยาว์วัย โดยเคยช่วยแจกเอกสารหาเสียงให้กับ Bill Bradley นักการเมืองพรรคเดโมแครตในปี 1978 แม้ว่าในช่วงวัยรุ่นและวัยศึกษาที่ University of Delaware เขาจะลงทะเบียนเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกันก็ตาม แม้จะมีอุปสรรคด้านการเรียนในวิชาคณิตศาสตร์เนื่องจากภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disability) แต่เขาก็สามารถคว้าปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์มาครองได้สำเร็จในปี 2013
ชื่อเสียงของ Schmidt เริ่มโดดเด่นจากการทำงานเบื้องหลังในแคมเปญการเมืองหลายระดับ ตั้งแต่ระดับรัฐไปจนถึงระดับประเทศ เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมการพลังงานและพาณิชย์ของสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหัวหน้ายุทธศาสตร์การสื่อสารของ National Republican Congressional Committee ก่อนจะก้าวเข้าสู่ทำเนียบขาวในฐานะผู้ช่วยรองประธานาธิบดี Dick Cheney
ความสำเร็จในยุค George W. Bush และ Arnold Schwarzenegger
ในช่วงการเลือกตั้งปี 2004 Schmidt เป็นหนึ่งในทีมวางแผนยุทธศาสตร์ระดับสูงภายใต้การนำของ Karl Rove โดยเขาทำหน้าที่ดูแล "War Room" หรือศูนย์บัญชาการรบสำหรับการหาเสียงให้ George W. Bush นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลฎีกาอย่าง John Roberts และ Samuel Alito
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาได้รับการยอมรับในวงกว้างคือการกอบกู้คะแนนนิยมให้กับ Arnold Schwarzenegger ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียในปี 2006 ซึ่งในขณะนั้นมีคะแนนนิยมเพียง 39% แต่ด้วยกลยุทธ์ของ Schmidt ทำให้ Schwarzenegger สามารถพลิกกลับมาชนะการเลือกตั้งได้อย่างถล่มทลาย จนส่งผลให้เขาได้รับรางวัล "Campaign Manager of the Year" จากสมาคมที่ปรึกษาการเมืองอเมริกันในปี 2007

บทบาทในแคมเปญของ John McCain และความขัดแย้งภายใน
ในปี 2007 John McCain ได้ดึงตัว Schmidt เข้ามาร่วมทีมในช่วงที่แคมเปญกำลังวิกฤตและเผชิญกับภาวะล้มละลาย Schmidt สามารถพลิกสถานการณ์ให้ McCain กลับมาเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2008 ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการพลิกเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ Sarah Palin ผู้สมัครรองประธานาธิบดีนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด Schmidt เคยให้สัมภาษณ์ว่าเขากังวลว่า Palin อาจทำให้แคมเปญทั้งหมดพังทลาย และเขายังเป็นผู้ควบคุมการเตรียมตัวดีเบตของเธออย่างใกล้ชิด รวมถึงระงับไม่ให้เธอขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในคืนวันเลือกตั้งเพื่อรักษาบรรยากาศการส่งต่ออำนาจอย่างสันติ
การหันหลังให้พรรครีพับลิกันและการต่อสู้กับ Trumpism
จุดแตกหักระหว่าง Schmidt กับพรรครีพับลิกันเกิดขึ้นในช่วงการบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ เขาเริ่มวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของทรัมป์อย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นการแยกครอบครัวผู้อพยพที่ชายแดนเม็กซิโก และการย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปยังเยรูซาเล็ม ซึ่งเขามองว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม
ในเดือนมิถุนายน 2018 Schmidt ประกาศลาออกจากพรรครีพับลิกัน โดยระบุว่าพรรคได้กลายเป็น "พรรคของทรัมป์อย่างเต็มตัว" และเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตยและคุณค่าของอเมริกา เขาเปรียบเปรยว่าลัทธิทรัมป์ (Trumpism) คือการสร้างลัทธิบูชาตัวบุคคลที่ใช้การโกหกเพื่อปลุกปั่น และโจมตีความจริงเชิงประจักษ์
The Lincoln Project และการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง
เพื่อต่อต้านการกลับมาของทรัมป์ Schmidt ได้ร่วมก่อตั้ง The Lincoln Project ในปี 2019 ซึ่งเป็น Super PAC (คณะกรรมการดำเนินงานทางการเมืองที่สามารถระดมทุนได้ไม่จำกัด) ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในประวัติศาสตร์ โดยระดมทุนได้เกือบ 100 ล้านดอลลาร์เพื่อรณรงค์ให้ Joe Biden ชนะการเลือกตั้งปี 2020 แม้ว่าเขาจะลาออกจากบอร์ดบริหารในปี 2021 เนื่องจากประเด็นความขัดแย้งภายในและเรื่องส่วนตัว แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดในการต่อต้านทรัมป์อย่างต่อเนื่อง
ในที่สุด Schmidt ได้ประกาศเข้าเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2020 เพื่อสนับสนุนพรรคที่เขามองว่ายังคงยึดมั่นในหลักนิติธรรมและความถูกต้อง
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- การเปลี่ยนพรรค: จากรีพับลิกัน (1988–2018) $ ightarrow$ อิสระ (2018–2020) $ ightarrow$ เดโมแครต (2020–ปัจจุบัน)
- ผลงานเด่น: กอบกู้แคมเปญของ Arnold Schwarzenegger และ John McCain ให้กลับมาชนะ
- บทบาทต่อต้านทรัมป์: ผู้ร่วมก่อตั้ง The Lincoln Project และ Save America Movement
- จุดยืนทางสังคม: สนับสนุนสิทธิความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) และเคยร่วมงานกับ ACLU เพื่อยกเลิกกฎหมายห้ามการสมรสเพศเดียวกัน
- สื่อและบันเทิง: ถูกนำไปเป็นตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง Game Change (2012) ซึ่งแสดงโดย Woody Harrelson
| ช่วงเวลา/หัวข้อ | รายละเอียดสำคัญ |
|---|---|
| การศึกษา | ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ University of Delaware (จบปี 2013) |
| ตำแหน่งในทำเนียบขาว | ผู้ช่วยรองประธานาธิบดี Dick Cheney ในรัฐบาล George W. Bush |
| ความสำเร็จสูงสุด | การบริหารแคมเปญเลือกตั้งที่พลิกสถานการณ์จากแพ้เป็นชนะหลายครั้ง |
| องค์กรที่ก่อตั้ง | The Lincoln Project (Super PAC ต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์) |
| แพลตฟอร์มปัจจุบัน | จดหมายข่าว The Warning และนักวิเคราะห์การเมือง |
คำถามที่พบบ่อย
ทำไม Steve Schmidt ถึงลาออกจากพรรครีพับลิกัน?
เขาลาออกเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับแนวทางการนำของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะนโยบายที่โหดร้ายต่อผู้อพยพ และมองว่าพรรครีพับลิกันในยุคนั้นละทิ้งหลักการประชาธิปไตยเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มทุน
The Lincoln Project คืออะไรและมีบทบาทอย่างไร?
คือ Super PAC ที่ก่อตั้งโดยอดีตนักยุทธศาสตร์พรรครีพับลิกัน เพื่อรณรงค์ต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์ โดยใช้กลยุทธ์การสื่อสารที่ดุดันและระดมทุนได้มหาศาลเพื่อสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต
ความสัมพันธ์ของเขากับ Sarah Palin เป็นอย่างไร?
เป็นความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดอย่างมาก Schmidt มองว่า Palin ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งรองประธานาธิบดีและอาจทำลายแคมเปญของ McCain ซึ่งความขัดแย้งนี้ถูกนำไปถ่ายทอดในภาพยนตร์เรื่อง Game Change
Steve Schmidt มีจุดยืนเรื่องสิทธิ LGBTQ+ อย่างไร?
เขาสนับสนุนสิทธิการสมรสของคนเพศเดียวกันอย่างชัดเจน โดยระบุว่าความอิสระต้องเป็นของทุกคน และเคยร่วมลงนามในคำร้องต่อศาลฎีกาสหรัฐฯ เพื่อสนับสนุนการยกเลิกกฎหมายที่ห้ามการสมรสเพศเดียวกัน
เขามีบทบาทอะไรในแคมเปญของ John McCain?
เขาเป็นผู้กอบกู้แคมเปญที่กำลังล้มเหลวให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จนทำให้ McCain ชนะการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรครีพับลิกัน และก้าวขึ้นเป็นตัวแทนพรรคชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2008