Sylvana Foa ผู้หญิงเหล็กแห่งวงการสื่อสารมวลชนและทูตสันติภาพ UN
ในโลกของการสื่อสารมวลชนและการทูตระดับโลก ชื่อของ Sylvana Foa ถูกจารึกไว้ในฐานะผู้บุกเบิกที่ทลายกำแพงทางเพศในหลายบทบาทสำคัญ เธอไม่เพียงแต่เป็นนักข่าวที่กล้าหาญ แต่ยังเป็นผู้บริหารสื่อและโฆษกขององค์กรระดับโลกที่ใช้ความเด็ดขาดและความคิดสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมและมนุษยธรรม

เส้นทางสู่การเป็นนักข่าวระดับโลก
Sylvana Foa เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 1945 ที่เมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก เธอเติบโตมาในครอบครัวที่มีปูมหลังการต่อสู้ โดยบิดาของเธอ Joseph V. Foa ต้องลี้ภัยออกจากอิตาลีเนื่องจากกฎหมายเชื้อชาติในยุคเผด็จการของเบนิโต มุสโสลินี พื้นฐานครอบครัวนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เธอมีความสนใจในเรื่องความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน
ด้านการศึกษา Foa สำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์และภาษาจีนจาก Barnard College ในปี 1967 และต่อยอดความรู้ด้านวารสารศาสตร์ที่ Columbia University Graduate School of Journalism ในปี 1969 พร้อมทั้งได้รับเกียรติเป็น Carnegie Fellow อีกด้วย
การรายงานข่าวในสมรภูมิอินโดจีน
อาชีพนักข่าวของเธอเริ่มต้นอย่างเข้มข้นในพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยเธอเริ่มต้นจากการเป็นนักข่าวอิสระ (Stringer) ให้กับ Newsweek ในเวียดนามใต้ ก่อนจะได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่กัมพูชาแทนผู้สื่อข่าวที่เสียชีวิต
Foa ขึ้นชื่อเรื่องความมุ่งมั่นในการขุดคุ้ยความจริง จนทำให้เธอขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 1973 เธอถูกขับออกจากกัมพูชาเนื่องจากรายงานข่าวเรื่องการละเมิด Cooper–Church Amendment (กฎหมายที่ห้ามสหรัฐฯ ส่งที่ปรึกษาทางทหารและห้ามปฏิบัติการทางอากาศเพื่อสนับสนุนกองทัพกัมพูชา) ซึ่งรายงานของเธอส่งผลให้วุฒิสภาสหรัฐฯ สั่งระงับการทิ้งระเบิดในกัมพูชาทันทีหลังจากพบหลักฐานการสั่งการผ่านวิทยุสื่อสาร
การสร้างประวัติศาสตร์ในฐานะผู้บริหารสื่อ
หลังจากออกจากกัมพูชา Foa ย้ายไปร่วมงานกับสำนักข่าว UPI ในฮ่องกง และสร้างชื่อด้วยการเป็นหนึ่งในนักข่าวอเมริกันกลุ่มแรกๆ ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำข่าวในจีนช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม รวมถึงปฏิบัติหน้าที่ในหลายเมืองสำคัญ เช่น นิวเดลี โรม เวียนนา และกรุงเทพฯ
ความสามารถของเธอส่งผลให้ในปี 1984 เธอได้รับแต่งตั้งเป็น บรรณาธิการต่างประเทศ (Foreign Editor) ของ UPI ซึ่งทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ดำรงตำแหน่งนี้ในองค์กรข่าวระดับสากล โดยดูแลบรรณาธิการและผู้สื่อข่าวถึง 175 คนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม เธอถูกไล่ออกในปี 1986 หลังจากปฏิเสธคำสั่งของเจ้าของบริษัทชาวเม็กซิกันที่พยายามแทรกแซงการแต่งตั้งบุคลากรเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
เหตุการณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็นโอกาส เมื่อ Emilio Azcárraga Milmo คู่แข่งทางธุรกิจของเจ้าของ UPI ได้ดึงตัวเธอไปดำรงตำแหน่ง รองประธานฝ่ายข่าวและผู้อำนวยการฝ่ายข่าวของ Univision เครือข่ายโทรทัศน์ภาษาสเปนยักษ์ใหญ่ ทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายข่าวของเครือข่ายโทรทัศน์หลักในสหรัฐอเมริกา
บทบาทสำคัญในสหประชาชาติ (UN)
Foa เปลี่ยนบทบาทจากคนรายงานข่าวมาเป็นผู้สื่อสารนโยบาย โดยเริ่มจากการเป็นโฆษกและหัวหน้าฝ่ายข้อมูลสาธารณะของ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในเจนีวา ระหว่างปี 1991-1995 เธอมีบทบาทสำคัญในการสร้างชื่อเสียงให้ UNHCR เป็นที่ยอมรับ โดยเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้ลี้ภัยชาวเคิร์ดในอิรัก ชาวรวันดา และชาวบอสเนีย
เธอเคยพยายามกดดันประชาคมโลกให้เร่งส่งกองกำลังรักษาสันติภาพไปยังเมืองสเรเบรนิตซา (Srebrenica) เพื่อป้องกันการสังหารหมู่ และพยายามใช้สื่อกดดันมหาอำนาจตะวันตกให้ช่วยเหลือประเทศบุรุนดีเพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยรวันดา แม้ว่าความพยายามบางอย่างจะไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากข้อจำกัดทางการเมืองโลก
โฆษกเลขาธิการสหประชาชาติ
ในปี 1996 Foa สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการเป็น ผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งโฆษกเลขาธิการสหประชาชาติ ภายใต้การนำของ Boutros Boutros-Ghali เธอใช้สไตล์การทำงานที่เด็ดขาดและตรงไปตรงมา ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่านักการทูตในสมัยนั้น
เธอมีบทบาทโดดเด่นในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลคลินตันที่ค้างชำระเงินสมทบให้ UN โดยเธอใช้วิธีการสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ เช่น การสวมหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงิน (แบบเดียวกับกองกำลังรักษาสันติภาพ) และจะถอดหมวกให้เกียรติเฉพาะประเทศที่ชำระเงินสมทบแล้ว รวมถึงการรณรงค์ให้ชาวอเมริกันบริจาคเงินส่วนตัวเพื่อชดเชยหนี้ของรัฐบาล
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ผู้บุกเบิกหญิง: เป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นบรรณาธิการต่างประเทศของสำนักข่าวสากล, ผู้อำนวยการข่าวของเครือข่ายทีวีสหรัฐฯ และโฆษกเลขาธิการ UN
- ความกล้าหาญทางวิชาชีพ: รายงานข่าวการละเมิดกฎหมายของสหรัฐฯ ในกัมพูชาจนนำไปสู่การระงับการทิ้งระเบิด
- ผลงานโดดเด่น: ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) 2 ครั้ง จากการทำข่าวการลอบสังหารนายกฯ อินทิรา คานธี และการครบรอบ 10 ปีสิ้นสุดสงครามเวียดนาม
- การอุทิศตน: ทำงานด้านมนุษยธรรมร่วมกับ UNHCR และ WFP รวมถึงสอนวิชา "So, You Want To Change the World?" ในมหาวิทยาลัยที่อิสราเอล
| ช่วงเวลา/ปี | ตำแหน่ง/ความสำเร็จ | องค์กร |
|---|---|---|
| 1970s | ผู้สื่อข่าวภาคสนาม (กัมพูชา/เวียดนาม) | Newsweek |
| 1984 | บรรณาธิการต่างประเทศ (คนแรกที่เป็นผู้หญิง) | UPI |
| 1986 | ผู้อำนวยการฝ่ายข่าว (คนแรกที่เป็นผู้หญิง) | Univision |
| 1991 - 1995 | โฆษกและหัวหน้าฝ่ายข้อมูลสาธารณะ | UNHCR |
| 1996 | โฆษกเลขาธิการสหประชาชาติ (คนแรกที่เป็นผู้หญิง) | United Nations |
คำถามที่พบบ่อย
Sylvana Foa มีความสำคัญอย่างไรต่อวงการสื่อสารมวลชน?
เธอเป็นผู้ทลายเพดานแก้ว (Glass Ceiling) โดยเป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในสำนักข่าวระดับโลกและเครือข่ายโทรทัศน์ในสหรัฐฯ ซึ่งในสมัยนั้นตำแหน่งเหล่านี้ถูกสงวนไว้สำหรับผู้ชายเท่านั้น
ผลงานการรายงานข่าวชิ้นใดที่สร้างผลกระทบต่อการเมืองโลกมากที่สุด?
การรายงานข่าวเรื่องการละเมิดข้อตกลง Cooper–Church Amendment ในกัมพูชา ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าสหรัฐฯ ยังคงสั่งการทิ้งระเบิดในพื้นที่ห้าม ส่งผลให้วุฒิสภาสหรัฐฯ ต้องสั่งยุติปฏิบัติการทางอากาศในทันที
เธอใช้วิธีใดในการกดดันให้ประเทศสมาชิกชำระเงินสมทบให้ UN?
เธอใช้การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์และการตลาดทางสังคม เช่น การสวมหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงินและถอดให้เฉพาะประเทศที่จ่ายเงิน รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปบริจาคเงินเพื่อแสดงออกถึงความต้องการสนับสนุน UN
รางวัลสูงสุดที่เธอได้รับการเสนอชื่อคืออะไร?
เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลพูลิตเซอร์ (Pulitzer Prize) ซึ่งเป็นรางวัลทางวารสารศาสตร์ที่ทรงเกียรติที่สุดในโลกถึง 2 ครั้ง จากผลงานการทำข่าวเชิงลึกในอินเดียและเวียดนาม