Tarana Burke ผู้จุดประกายความกล้าและผู้ก่อตั้งขบวนการ Me Too
เมื่อพูดถึงแฮชแท็ก #MeToo ที่สั่นสะเทือนโลก หลายคนอาจนึกถึงกระแสไวรัลในโซเชียลมีเดีย แต่เบื้องหลังความเคลื่อนไหวระดับสากลนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความมุ่งมั่นของ Tarana Burke นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันผู้ทุ่มเทชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากการล่วงละเมิดทางเพศ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กสาวผิวสีที่มักถูกละเลยจากสังคม
Burke เริ่มต้นสร้างสรรค์โครงการ Me Too มาตั้งแต่ปี 2006 ในรูปแบบของโปรแกรมสำหรับเยาวชนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลาย เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยและรับมือกับปัญหาความรุนแรงทางเพศที่แพร่ระบาดในชุมชน จนกระทั่งในปี 2017 ข้อความนี้ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก เมื่อ Alyssa Milano นำคำว่า "Me Too" มาใช้เป็นแฮชแท็กเพื่อรณรงค์ให้ผู้หญิงออกมาเปิดเผยประสบการณ์การถูกคุกคามทางเพศ หลังจากเกิดคดีอื้อฉาวของ Harvey Weinstein

เส้นทางชีวิตและการหล่อหลอมจิตวิญญาณนักสู้
Tarana Burke เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน 1973 ในย่าน Bronx นครนิวยอร์ก ความสนใจในการจัดระเบียบชุมชนของเธอเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ผ่านการเข้าร่วมกลุ่ม 21st Century Youth Leadership Movement ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเยาวชน
ในช่วงวัยศึกษาที่ Alabama State University และ Auburn University at Montgomery เธอได้แสดงบทบาทผู้นำในการจัดประท้วงและแถลงข่าวเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมทางเชื้อชาติ รวมถึงต่อสู้กับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจ ซึ่งรากฐานเหล่านี้ทำให้เธอกลายเป็นนักเคลื่อนไหวเต็มตัวตั้งแต่ปี 1989
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1997 เมื่อ Burke ได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่งในรัฐแอลาบามาที่เล่าว่าถูกแฟนของแม่ล่วงละเมิดทางเพศ ในขณะนั้น Burke รู้สึกเสียใจที่เธอไม่รู้จะพูดอะไรเพื่อปลอบโยนเด็กสาวคนนั้น และความรู้สึกผิดที่ว่า "เธอควรจะบอกว่า ฉันก็เคยเจอเหมือนกัน (Me Too)" ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอก่อตั้ง Just Be Inc ในปี 2003 ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นการดูแลสุขภาวะของเด็กสาวผิวสีอายุ 12-18 ปี

การขยายผลสู่ระดับสากลและผลงานที่โดดเด่น
นอกจากการก่อตั้งขบวนการ Me Too แล้ว Burke ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้อำนวยการอาวุโสของ Girls for Gender Equity ในบรูคลิน เพื่อส่งเสริมศักยภาพของหญิงสาวผิวสี และในปี 2018 เธอได้ก่อตั้ง me too. International เพื่อเป็นโครงสร้างหลักในการขับเคลื่อนขบวนการนี้อย่างเป็นระบบ โดยดำรงตำแหน่ง Chief Vision Officer
ความสำเร็จของเธอได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยนิตยสาร Time ได้ยกย่องให้เธอเป็นหนึ่งใน "The Silence Breakers" หรือผู้ทำลายความเงียบ และได้รับเลือกเป็น Time Person of the Year 2017 นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้เขียนหนังสือขายดีระดับ New York Times Best Sellers สองเล่ม ได้แก่ You Are Your Best Thing และ Unbound ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการปลดปล่อยและการกำเนิดของ Me Too
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| บทบาทหลัก | นักเคลื่อนไหว, ผู้ก่อตั้ง Me Too, นักเขียน |
| องค์กรที่ก่อตั้ง/เกี่ยวข้อง | me too. International, Just Be Inc, Girls for Gender Equity |
| รางวัลเกียรติยศ | Time Person of the Year (2017), BBC 100 Women (2022) |
| การศึกษา | Alabama State University, Auburn University at Montgomery |
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- จุดเริ่มต้น: Me Too เริ่มต้นเป็นโปรแกรมเยาวชนในปี 2006 ก่อนจะกลายเป็นแฮชแท็กไวรัลในปี 2017
- เป้าหมาย: มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้เรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและการเยียวยาผู้ประสบภัย
- การยอมรับ: ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งใน 100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกโดยนิตยสาร Time ในปี 2018
- ผลงานเขียน: เขียนหนังสือบันทึกประสบการณ์การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและการปลดปล่อยตนเอง
คำถามที่พบบ่อย
Tarana Burke คือใคร?
เธอคือนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งขบวนการ Me Too เพื่อช่วยเหลือและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศในสังคม
ขบวนการ Me Too เริ่มต้นขึ้นเมื่อไหร่?
Tarana Burke เริ่มใช้คำว่า "Me Too" ในการทำงานกับเยาวชนตั้งแต่ปี 2006 ก่อนที่คำนี้จะกลายเป็นแฮชแท็กยอดนิยมระดับโลกในปี 2017
ความแตกต่างระหว่าง Me Too ของ Burke และแฮชแท็ก #MeToo คืออะไร?
Me Too ของ Burke เริ่มต้นจากการเป็นโปรแกรมช่วยเหลือเยาวชนในชุมชนเพื่อการเยียวยา ส่วน #MeToo ในปี 2017 คือการนำคำนี้มาใช้ในโซเชียลมีเดียเพื่อเปิดโปงการคุกคามทางเพศในวงกว้าง ซึ่ง Burke ให้การสนับสนุนการขยายตัวนี้
Just Be Inc คือองค์กรเกี่ยวกับอะไร?
เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ Burke ก่อตั้งขึ้นในปี 2003 เพื่อส่งเสริมสุขภาวะและให้ความช่วยเหลือเด็กสาวผิวสีที่มีอายุระหว่าง 12 ถึง 18 ปี
Tarana Burke ได้รับรางวัลอะไรบ้าง?
รางวัลที่โดดเด่นที่สุดคือการได้รับเลือกเป็น Time Person of the Year 2017 ร่วมกับกลุ่มผู้ทำลายความเงียบ และได้รับรางวัล Ridenhour Prize for Courage ในปี 2018