Ted MacDougall ตำนานดาวยิงผู้สร้างสถิติโลกใน FA Cup
หากจะกล่าวถึงกองหน้าที่ขึ้นชื่อเรื่องการทำประตูได้อย่างเฉียบคมในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ชื่อของ Ted MacDougall หรือ เอ็ดเวิร์ด จอห์น แมคดักกัล คือหนึ่งในชื่อที่แฟนบอลยุค 70 จดจำได้เป็นอย่างดี ด้วยสถิติการทำประตูที่น่าทึ่งตลอดอาชีพการค้าแข้ง และการสร้างประวัติศาสตร์ที่ยังคงถูกพูดถึงจนถึงปัจจุบันในรายการ FA Cup
จุดเริ่มต้นและการก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพ
แมคดักกัลเกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 1947 ที่เมืองอินเวอร์เนส ประเทศสกอตแลนด์ ก่อนจะย้ายไปเติบโตที่เมืองวิดเนส แคว้นแลนคาเชียร์ เขาเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากการเล่นในลีกสมัครเล่นควบคู่ไปกับการทำงานเป็นช่างเรียงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น
ในปี 1964 เขาได้รับโอกาสเข้าเป็นเด็กฝึกหัดที่สโมสร ลิเวอร์พูล และได้รับสัญญาอาชีพในวันที่อายุครบ 19 ปี จากการผลักดันของ บิล แชงคลีย์ ผู้จัดการทีมระดับตำนาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในขณะนั้นลิเวอร์พูลมีกองหน้าตัวเก่งอย่าง เอียน เซนต์ จอห์น, โรเจอร์ ฮันท์ และโทนี่ เฮทลีย์ ขวางทางอยู่ ทำให้เขาไม่มีโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่เลยแม้แต่นัดเดียว
การแจ้งเกิดและยุคทองที่ AFC Bournemouth
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1967 เมื่อเขาย้ายไปร่วมทีม ยอร์ก ซิตี้ ด้วยค่าตัว 5,000 ปอนด์ ที่นี่เขาพิสูจน์ตัวเองด้วยการเป็นศูนย์หน้าตัวเป้าที่อันตราย โดยทำประตูได้ตั้งแต่เกมเปิดตัว และยิงรวม 40 ประตูภายในเวลาเพียงสองฤดูกาล
แต่ชื่อเสียงของเขาพุ่งทะยานถึงขีดสุดเมื่อย้ายไปร่วมทีม AFC Bournemouth (เดิมชื่อ Bournemouth & Boscombe Athletic) ในปี 1969 จนได้รับฉายาว่า "SuperMac" เขาได้สร้างคู่หูแนวรุกที่น่าสะพรึงกลัวร่วมกับ ฟิล บอยเยอร์ ซึ่งช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชัน 3 ได้สำเร็จ โดยแมคดักกัลซัดไปถึง 42 ประตูในลีกในฤดูกาลเดียว
เหตุการณ์ที่กลายเป็นตำนานที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 1971 ในการแข่งขัน FA Cup รอบแรก ซึ่ง Bournemouth เอาชนะ Margate ไปอย่างขาดลอย 11-0 โดยแมคดักกัลทำ Triple Hat-trick หรือการยิงคนเดียวถึง 9 ประตูในนัดเดียว ซึ่งยังคงเป็นสถิติการทำประตูสูงสุดโดยผู้เล่นคนเดียวในรอบเมนดรอว์ (Proper Rounds) ของ FA Cup จนถึงปัจจุบัน
การเดินทางสู่สโมสรยักษ์ใหญ่และทีมชาติ
ผลงานอันโดดเด่นทำให้เขากลายเป็นที่ต้องการของหลายทีม จนในที่สุด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอมทุ่มเงิน 200,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติค่าตัวสูงสุดของนักเตะดิวิชัน 3 ในขณะนั้นเพื่อดึงตัวเขามาร่วมทีมในปี 1972 แม้จะทำประตูได้ 5 ลูกจาก 18 นัด แต่ความวุ่นวายภายในสโมสรและการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมทำให้เขาต้องย้ายออกไปร่วมทีม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ในเวลาต่อมา
หลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากกับเวสต์แฮม เขาได้กลับมาคืนฟอร์มเก่งอีกครั้งกับ นอริช ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ จอห์น บอนด์ โดยในฤดูกาล 1975-76 เขาสามารถก้าวขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดของดิวิชัน 1 ด้วยผลงาน 23 ประตู และความสำเร็จนี้ส่งผลให้เขาถูกเรียกตัวติด ทีมชาติสกอตแลนด์ โดยลงสนาม 7 นัด และทำได้ 3 ประตู
ในช่วงท้ายของอาชีพ เขาได้ย้ายไปร่วมทีม เซาแธมป์ตัน และช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชัน 1 ได้สำเร็จในปี 1978 ก่อนจะย้ายกลับมาปิดฉากอาชีพนักเตะที่ Bournemouth อีกครั้ง และผ่านการเล่นให้กับทีมระดับ Non-League อีกหลายสโมสร
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- สถิติสูงสุด: ยิง 9 ประตูในนัดเดียวใน FA Cup (พบ Margate ปี 1971) ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบเมนดรอว์
- ผลงานรวม: ลงเล่นในลีก 535 นัด ทำประตูได้ทั้งหมด 256 ประตู
- เกียรติประวัติ: เป็นดาวซัลโวสูงสุดของดิวิชัน 1 ในฤดูกาล 1975-76 ขณะเล่นให้นอริช ซิตี้
- ทีมชาติ: ติดทีมชาติสกอตแลนด์ 7 นัด ยิง 3 ประตู
- การยกย่อง: อัฒจันทร์ฝั่งใต้ของสนาม Dean Court (Bournemouth) ถูกตั้งชื่อตามเขาเพื่อเป็นเกียรติในปี 2013
| ช่วงปี | สโมสร | จำนวนนัด (ประตู) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| 1966–1967 | ลิเวอร์พูล | 0 (0) | เริ่มต้นอาชีพแต่ไม่ได้ลงสนาม |
| 1967–1969 | ยอร์ก ซิตี้ | 84 (34) | แจ้งเกิดในฐานะกองหน้าตัวเป้า |
| 1969–1972 | AFC Bournemouth | 146 (103) | สร้างสถิติยิง 9 ประตูใน FA Cup |
| 1972–1973 | แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด | 18 (5) | ย้ายด้วยค่าตัวสถิติดิวิชัน 3 |
| 1973–1976 | นอริช ซิตี้ | 112 (51) | ดาวซัลโวสูงสุดดิวิชัน 1 (1975-76) |
| 1976–1978 | เซาแธมป์ตัน | 86 (42) | พาทีมเลื่อนชั้นสู่ดิวิชัน 1 |
ชีวิตหลังแขวนสตั๊ด
หลังจากเลิกเล่นฟุตบอล แมคดักกัลได้ผันตัวไปทำธุรกิจร้านอุปกรณ์กีฬาในชื่อ "Ted MacDougall Sports" และเคยเป็นเจ้าของผับ Mill Arms ในแฮมป์เชียร์ นอกจากนี้เขายังมีประสบการณ์เป็นโค้ชทีมสำรองที่พอร์ตสมัธ และผู้อำนวยการฝ่ายฝึกสอนเยาวชนให้กับทีม Atlanta Silverbacks ในสหรัฐอเมริกา ก่อนจะย้ายไปพำนักที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา และประสบความสำเร็จในฐานะนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
คำถามที่พบบ่อย
Ted MacDougall สร้างสถิติอะไรที่โดดเด่นที่สุด?
เขาสร้างสถิติยิงประตูคนเดียว 9 ประตูในเกมเดียวในการแข่งขัน FA Cup รอบเมนดรอว์ เมื่อครั้งที่ให้ AFC Bournemouth เอาชนะ Margate 11-0 ในปี 1971
เขาเคยเล่นให้สโมสรยักษ์ใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือไม่?
ใช่ เขาเคยย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1972 ด้วยค่าตัว 200,000 ปอนด์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของนักเตะจากดิวิชัน 3 ในเวลานั้น โดยลงเล่นไป 18 นัด ยิงได้ 5 ประตู
ผลงานในทีมชาติของเขาเป็นอย่างไร?
เขาติดทีมชาติสกอตแลนด์ทั้งหมด 7 นัด และทำได้ 3 ประตู โดยประเดิมประตูแรกได้ในเกมที่พบกับทีมชาติสวีเดน
ทำไมเขาถึงไม่ประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูล?
เนื่องจากในช่วงที่เขาอยู่ลิเวอร์พูล ทีมมีกองหน้าตัวหลักที่แข็งแกร่งมากอย่าง เอียน เซนต์ จอห์น, โรเจอร์ ฮันท์ และโทนี่ เฮทลีย์ ทำให้เขาไม่ได้รับโอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่เลย
ปัจจุบันเขามีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับ AFC Bournemouth?
สโมสร AFC Bournemouth ได้ให้เกียรติโดยการนำชื่อของเขาไปตั้งเป็นชื่ออัฒจันทร์ฝั่งใต้ของสนาม Dean Court ในเดือนกรกฎาคม 2013 เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและผลงานอันยอดเยี่ยมที่เขามอบให้กับสโมสร