← กลับไปเลือกอ่านเรื่องอื่น
Terry McAuliffe เส้นทางชีวิตจากนักธุรกิจผู้มั่งคั่งสู่ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย

ชีวิตและเรื่องราว · hmn.in.th

Terry McAuliffe เส้นทางชีวิตจากนักธุรกิจผู้มั่งคั่งสู่ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย

Terry McAuliffe เส้นทางชีวิตจากนักธุรกิจผู้มั่งคั่งสู่ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย Terry McAuliffe (เทอร์รี แมคอลิฟฟ์) เป็นบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งในโลกธุรกิจและการเมืองของส…

Terry McAuliffeผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียพรรคเดโมแครตการเมืองสหรัฐ

Terry McAuliffe เส้นทางชีวิตจากนักธุรกิจผู้มั่งคั่งสู่ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย

Terry McAuliffe (เทอร์รี แมคอลิฟฟ์) เป็นบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งในโลกธุรกิจและการเมืองของสหรัฐอเมริกา เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียคนที่ 72 และเป็นหนึ่งในนักระดมทุนที่ทรงอิทธิพลที่สุดของพรรคเดโมแครต โดยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลคลินตัน ซึ่งส่งผลให้เขามีเครือข่ายคอนเนกชันที่กว้างขวางทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ

Content image

จุดเริ่มต้นและการศึกษา

Terence Richard McAuliffe เกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 1957 ที่เมืองซีราคิวส์ รัฐนิวยอร์ก ในครอบครัวเชื้อสายไอริช โดยมีบิดาเป็นตัวแทนอสังหาริมทรัพย์และนักการเมืองท้องถิ่นของพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาคุ้นเคยกับการเมืองตั้งแต่เด็ก

ด้านการศึกษา เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก Catholic University of America ในปี 1979 และต่อมาได้คว้าปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (Juris Doctor หรือ JD) จาก Georgetown University Law Center ในปี 1984 ซึ่งเป็นวุฒิการศึกษาทางกฎหมายระดับสูงของสหรัฐฯ

ความสำเร็จในโลกธุรกิจและการลงทุน

แมคอลิฟฟ์เริ่มต้นเส้นทางผู้ประกอบการตั้งแต่อายุเพียง 14 ปี ด้วยธุรกิจดูแลทางเดินรถ (Driveway Maintenance) ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกการเงินอย่างเต็มตัว โดยร่วมก่อตั้ง Federal City National Bank ในวอชิงตัน ดี.ซี. และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานธนาคารเมื่ออายุ 30 ปี ซึ่งถือเป็นประธานที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น

นอกจากงานธนาคาร เขายังประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการพลิกฟื้นบริษัท American Heritage Homes ให้กลายเป็นหนึ่งในบริษัทสร้างบ้านรายใหญ่ที่สุดในฟลอริดากลาง ก่อนจะขายกิจการไปในราคา 74 ล้านดอลลาร์ในปี 2002 นอกจากนี้เขายังเป็น Angel Investor (นักลงทุนอิสระที่ลงทุนในธุรกิจระยะเริ่มต้น) ในบริษัท Global Crossing ซึ่งสร้างกำไรให้เขาถึง 8.1 ล้านดอลลาร์

Content image

อย่างไรก็ตาม เส้นทางธุรกิจของเขาก็มีช่วงที่เผชิญมรสุม โดยเฉพาะกรณีของ GreenTech Automotive บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าที่เขาเคยเป็นประธาน ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบเรื่องการฉ้อโกงวีซ่า EB-5 (วีซ่าสำหรับนักลงทุนต่างชาติ) และการฟ้องร้องจากนักลงทุนชาวจีน แม้ว่าในเวลาต่อมาศาลจะยกฟ้องเขาออกจากคดีดังกล่าวก็ตาม

บทบาททางการเมืองและอิทธิพลในพรรคเดโมแครต

แมคอลิฟฟ์เป็นที่ยอมรับในฐานะ "ยอดนักระดมทุน" เขาทำงานใกล้ชิดกับประธานาธิบดีบิล คลินตัน และฮิลลารี คลินตัน โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ประธานคณะกรรมการแห่งชาติของพรรคเดโมแครต (DNC) ระหว่างปี 2001-2005 ซึ่งเขาสามารถระดมทุนได้ถึง 578 ล้านดอลลาร์ และทำให้พรรคพ้นจากสภาวะหนี้สินเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

Content image

เขายังเป็นผู้บุกเบิกการใช้ฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "Demzilla" และผลักดันการมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวฮิสแปนิกและสตรี เพื่อสร้างฐานเสียงที่กว้างขึ้นให้กับพรรคเดโมแครต

การดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย (2014–2018)

แมคอลิฟฟ์ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียในปี 2013 โดยเน้นนโยบายการสร้างงานและความรับผิดชอบทางการคลัง ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมาก โดยสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่รัฐได้มากกว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ และดึงบริษัทชั้นนำอย่าง Nestle USA และ Amazon (สำนักงานใหญ่แห่งที่สอง) ให้เข้ามาตั้งฐานในเวอร์จิเนีย

Content image

ในด้านสังคม เขาได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคืนสิทธิการเลือกตั้งให้กับอดีตนักโทษที่พ้นโทษแล้วกว่า 173,000 คน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่ผู้ว่าการรัฐคนใดในสหรัฐฯ เคยทำมา นอกจากนี้เขายังมีบทบาทสำคัญในการประณามกลุ่ม White Supremacist หลังเหตุการณ์การชุมนุม Unite the Right ในเมืองชาร์ลอตส์วิลล์ และผลักดันให้มีการรื้อถอนอนุสาวรีย์สมาพันธรัฐออกจากพื้นที่สาธารณะ

การกลับมาลงสมัครและบทบาทในปัจจุบัน

ในปี 2021 แมคอลิฟฟ์พยายามกลับมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเป็นสมัยที่สอง (ซึ่งทำได้ตามกฎหมายเวอร์จิเนียที่ห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกัน) แต่เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับ Glenn Youngkin จากพรรครีพับลิกัน โดยประเด็นเรื่องนโยบายการศึกษาและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในโรงเรียนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขัน

Content image

ปัจจุบันเขาได้ก่อตั้งองค์กร Common Good เพื่อสนับสนุนแคมเปญของพรรคเดโมแครต และยังคงมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาและผู้สนับสนุนด้านพลังงานสะอาดผ่านองค์กร Natural Allies for a Clean Energy Future

ข้อเท็จจริงสำคัญ

  • ตำแหน่งสูงสุด: ผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนียคนที่ 72 (2014-2018)
  • ความสำเร็จทางธุรกิจ: อดีตประธานธนาคารที่อายุน้อยที่สุดในสหรัฐฯ และนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่
  • ผลงานเด่น: คืนสิทธิการเลือกตั้งให้อดีตนักโทษจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ
  • การระดมทุน: อดีตประธาน DNC ผู้ทำให้พรรคเดโมแครตปลดหนี้ได้สำเร็จ
  • การศึกษา: ปริญญาตรีจาก Catholic University of America และปริญญาทางกฎหมาย (JD) จาก Georgetown University
สรุปข้อมูลสำคัญของ Terry McAuliffe
หัวข้อ รายละเอียด
ช่วงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ 11 มกราคม 2014 – 13 มกราคม 2018
พรรคการเมือง เดโมแครต (Democratic Party)
จำนวนการใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) 120 ครั้ง (สถิติสูงสุดในขณะนั้น)
การลงทุนในรัฐเวอร์จิเนีย มากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์
การคืนสิทธิเลือกตั้ง ประมาณ 173,000 คน
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

Terry McAuliffe มีความสัมพันธ์อย่างไรกับตระกูลคลินตัน?

เขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดทั้งในด้านส่วนตัวและการเมือง โดยเป็นนักระดมทุนหลักให้กับบิลและฮิลลารี คลินตัน และเคยดำรงตำแหน่งประธานแคมเปญหาเสียงประธานาธิบดีปี 2008 ของฮิลลารี คลินตัน

ทำไมเขาถึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐติดต่อกันได้?

เนื่องจากกฎหมายของรัฐเวอร์จิเนียมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้ผู้ว่าการรัฐดำรงตำแหน่งติดต่อกันสองสมัย (Consecutive Terms) ทำให้เขาต้องเว้นระยะก่อนจะกลับมาลงสมัครได้อีกครั้ง

ผลงานที่โดดเด่นที่สุดในด้านสิทธิมนุษยชนคืออะไร?

การลงนามคำสั่งบริหารเพื่อคืนสิทธิการเลือกตั้งให้กับอดีตผู้ต้องขังที่พ้นโทษแล้วจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นการทลายกำแพงการตัดสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิตในรัฐเวอร์จิเนีย

เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2021 เพราะสาเหตุใด?

ปัจจัยสำคัญมาจากประเด็นนโยบายการศึกษา โดยเฉพาะทัศนคติของเขาเกี่ยวกับการที่ผู้ปกครองไม่ควรเข้ามาแทรกแซงสิ่งที่โรงเรียนสอน ซึ่งไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงจาก Glenn Youngkin

บทบาทปัจจุบันของเขาคืออะไร?

เขามุ่งเน้นการสนับสนุนพรรคเดโมแครตผ่านองค์กร Common Good และทำงานด้านนโยบายพลังงานผ่านองค์กร Natural Allies for a Clean Energy Future