Volker Schlöndorff ผู้กำกับระดับตำนานแห่งคลื่นลูกใหม่ของภาพยนตร์เยอรมัน
ในโลกของศิลปะภาพยนตร์ ชื่อของ Volker Schlöndorff (โฟลเคอร์ ชเลินดอร์ฟ) คือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญในการนำเสนอประเด็นทางสังคมและการเมือง เขาเป็นหนึ่งในเสาหลักของกลุ่ม New German Cinema หรือคลื่นลูกใหม่ของภาพยนตร์เยอรมันในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้กำกับรุ่นใหม่พยายามปฏิวัติวงการหนังเยอรมันให้มีความทันสมัยและสะท้อนความเป็นจริงของสังคมมากขึ้น เช่นเดียวกับกระแส French New Wave ของฝรั่งเศส

เส้นทางชีวิตและการบ่มเพาะความเป็นศิลปิน
ชเลินดอร์ฟเกิดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 1939 ที่เมืองวีสบาเดน ประเทศเยอรมนี ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นแพทย์ ชีวิตในวัยเด็กของเขาต้องเผชิญกับความสูญเสียเมื่อมารดาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุไฟไหม้ในปี 1944 ต่อมาในปี 1956 เขาได้ย้ายไปพำนักที่กรุงปารีส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการหล่อหลอมมุมมองทางปัญญา เขาสำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ (Sorbonne) ควบคู่ไปกับการศึกษาด้านภาพยนตร์ที่ Institut des hautes études cinématographiques
ประสบการณ์การทำงานเริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้กับ Louis Malle ในภาพยนตร์หลายเรื่อง รวมถึง Zazie in the Metro (1960) และยังมีโอกาสร่วมงานกับผู้กำกับชื่อดังอย่าง Alain Resnais และ Jean-Pierre Melville ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เขาเชี่ยวชาญทั้งในด้านเทคนิคและการเล่าเรื่อง ก่อนจะกลับมาสร้างชื่อในบ้านเกิดด้วยผลงานเรื่องแรก Young Törless (1966) ที่วิพากษ์วิจารณ์ความเพิกเฉยต่อความรุนแรงในโรงเรียนประจำ ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงสังคมเยอรมนีก่อนยุคสงครามโลก

ความสำเร็จระดับโลกและผลงานชิ้นเอก
จุดสูงสุดในอาชีพของชเลินดอร์ฟเกิดขึ้นในปี 1979 กับภาพยนตร์เรื่อง The Tin Drum (กลองสังกะสี) ซึ่งดัดแปลงจากนวนิยายของ Günter Grass เรื่องราวของเด็กชายชื่อ Oscar Matzerath ผู้ตัดสินใจหยุดการเจริญเติบโตของร่างกายเพื่อเฝ้ามองความบิดเบี้ยวของโลกผู้ใหญ่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ผลงานชิ้นนี้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าทั้งรางวัล Palme d'Or จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ และรางวัล ออสการ์ (Academy Award) สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
นอกจากนี้ เขายังมีผลงานที่โดดเด่นในด้านการเมืองและสังคม เช่น The Lost Honor of Katharina Blum (1975) ที่ร่วมกำกับกับอดีตภรรยา Margarethe von Trotta เพื่อตีแผ่การทำงานที่ฉ้อฉลของตำรวจและสื่อแท็บลอยด์ รวมถึงการขยายขอบเขตการทำงานสู่ระดับสากลด้วยการกำกับหนังภาษาอังกฤษอย่าง Swann in Love (1984) และการดัดแปลงบทละครเวทีชื่อดัง Death of a Salesman (1985) สำหรับโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา

บทบาทในฐานะผู้สร้างและอาจารย์
นอกจากการกำกับภาพยนตร์ ชเลินดอร์ฟยังมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ โดยเขาได้ต่อสู้เพื่อรักษา Babelsberg Studios สตูดิโอภาพยนตร์เก่าแก่ของเยอรมนีไม่ให้ถูกทำลาย และดำรงตำแหน่งผู้บริหารของ UFA studio ระหว่างปี 1992-1997 นอกจากนี้เขายังถ่ายทอดความรู้ในฐานะศาสตราจารย์ด้านภาพยนตร์และวรรณกรรมที่ European Graduate School ในสวิตเซอร์แลนด์ และเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Deutsche Filmakademie อีกด้วย

ข้อเท็จจริงสำคัญ
- แนวทางศิลปะ: เป็นสมาชิกคนสำคัญของกลุ่ม New German Cinema ที่เน้นการวิพากษ์สังคมและการเมือง
- ผลงานสูงสุด: The Tin Drum (1979) คว้าทั้งรางวัล Palme d'Or และ Oscar
- ความเชี่ยวชาญ: โดดเด่นในการดัดแปลงวรรณกรรมชั้นนำให้กลายเป็นภาพยนตร์
- บทบาททางวิชาการ: เป็นศาสตราจารย์สอนด้านภาพยนตร์และวรรณกรรมในระดับบัณฑิตศึกษา
- การอุทิศตน: เป็นผู้กอบกู้สตูดิโอ Babelsberg ให้รอดพ้นจากการถูกทำลาย
| ปีที่ออกฉาย | ชื่อภาพยนตร์ | รางวัล/ความสำเร็จสำคัญ | บทบาท |
|---|---|---|---|
| 1966 | Young Törless | รางวัล FIPRESCI (Cannes) | ผู้กำกับ/ผู้เขียนบท |
| 1975 | The Lost Honor of Katharina Blum | ความสำเร็จด้านรายได้และคำวิจารณ์ในเยอรมนี | ผู้กำกับร่วม/ผู้เขียนบท |
| 1979 | The Tin Drum | Palme d'Or และ Oscar สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม | ผู้กำกับ/ผู้เขียนบท/โปรดิวเซอร์ |
| 1985 | Death of a Salesman | ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Emmy | ผู้กำกับ |
| 2014 | Diplomacy | รางวัล César Awards สาขาหนังต่างประเทศยอดเยี่ยม | ผู้กำกับ/ผู้เขียนบท |
คำถามที่พบบ่อย
Volker Schlöndorff มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับ New German Cinema?
เขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับกลุ่มแรกๆ ที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อฟื้นฟูวงการภาพยนตร์เยอรมันหลังสงคราม โดยเน้นการสร้างหนังที่สะท้อนความเป็นจริงทางสังคมและท้าทายขนบเดิมๆ ของการทำหนังในยุคนั้น
ภาพยนตร์เรื่องใดที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุด?
ภาพยนตร์เรื่อง The Tin Drum (1979) เป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ทั้งในแง่ของคำวิจารณ์และรางวัลระดับโลกอย่างรางวัลออสการ์และรางวัลปาล์มทองคำ
เขามีความสัมพันธ์ในการทำงานกับ Margarethe von Trotta อย่างไร?
ทั้งคู่เคยเป็นสามีภรรยากันและร่วมกันก่อตั้งบริษัทโปรดักชัน Bioskop โดยได้ร่วมกันเขียนบทและกำกับภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น The Lost Honor of Katharina Blum ซึ่งเน้นประเด็นสิทธิสตรีและการเมือง
นอกจากงานกำกับหนัง เขายังทำหน้าที่อะไรอีกบ้าง?
เขาเป็นทั้งโปรดิวเซอร์, ผู้เขียนบท, อาจารย์สอนด้านภาพยนตร์และวรรณกรรม รวมถึงเคยเป็นประธานคณะกรรมการตัดสินในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลินครั้งที่ 41
ผลงานของเขามักจะเน้นประเด็นใดเป็นหลัก?
งานของเขามักวนเวียนอยู่กับประเด็นทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2, ความขัดแย้งทางการเมือง, จริยธรรมของมนุษย์ และการดัดแปลงวรรณกรรมชั้นครูให้กลายเป็นภาพยนตร์