William Cronon นักประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมผู้พลิกมุมมองเรื่องธรรมชาติและเมือง
ในโลกของการศึกษาประวัติศาสตร์ William Cronon ไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการ แต่เขาคือผู้ที่เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และการขยายตัวของเมือง ในฐานะนักประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อม (Environmental Historian) หรือผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในมิติต่างๆ ของกาลเวลา Cronon ได้สร้างผลงานที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ และกระตุ้นให้เรากลับมาทบทวนความหมายของคำว่า "ธรรมชาติ" ในโลกสมัยใหม่

เส้นทางวิชาการและการสั่งสมประสบการณ์
William Cronon เกิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 1954 ที่เมืองนิวเฮเวน รัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา เขาเติบโตมาในครอบครัวนักวิชาการ โดยมีบิดาเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเยล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขามีความหลงใหลในศาสตร์แห่งอดีต
ด้านการศึกษา Cronon มีประวัติที่โดดเด่นอย่างยิ่ง เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก University of Wisconsin–Madison ในปี 1976 จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเยลจนได้รับปริญญาโท (MA) และ MPhil นอกจากนี้เขายังได้รับทุน Rhodes Scholar เพื่อศึกษาต่อระดับปริญญาเอก (DPhil) ด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและเมืองของอังกฤษที่ Jesus College มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ในปี 1981 และกลับมาคว้าปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์อเมริกาจากมหาวิทยาลัยเยลในปี 1990
ตลอดอาชีพการทำงาน เขาได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสถาบันการศึกษาชั้นนำ เริ่มจากการเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล และต่อมาได้ย้ายกลับไปยัง University of Wisconsin–Madison ในปี 1992 โดยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ (Emeritus Professor) ในสาขาประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมศึกษา
ผลงานเขียนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางความคิด
ผลงานของ Cronon มักมุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ว่าแนวคิดเรื่องกรรมสิทธิ์และการครอบครองส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างไร โดยมีหนังสือเล่มสำคัญ 3 เล่มที่สร้างชื่อเสียงให้เขา:
- Changes in the Land (1983): หนังสือเล่มนี้วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ในนิวอิงแลนด์ โดยชี้ให้เห็นว่าชาวพื้นเมืองอเมริกันมีบทบาทในการปรับเปลี่ยนระบบนิเวศรอบตัวอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่เพียงผู้อยู่อาศัยตามธรรมชาติเท่านั้น
- Nature's Metropolis (1991): งานชิ้นเอกที่สำรวจความเชื่อมโยงระหว่างเมืองชิคาโกและพื้นที่ทางตะวันตกของอเมริกา เขาเสนอว่าเมืองและชนบทไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งผ่านระบบทุนนิยมและการเปลี่ยนผลผลิตทางการเกษตรให้กลายเป็นสินค้ามาตรฐาน
- Uncommon Ground (1995): หนังสือที่ขยายความจากบทความชื่อดัง "The Trouble with Wilderness" ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อเรื่อง "ป่าบริสุทธิ์" (Pristine Wilderness) ว่าเป็นเพียงจินตนาการ เพราะในความเป็นจริงธรรมชาติทุกส่วนล้วนเชื่อมโยงกับมนุษย์และประวัติศาสตร์
| ผลงาน/รางวัล | ปีที่ได้รับ/ตีพิมพ์ | ความสำคัญ/รางวัลที่ได้รับ |
|---|---|---|
| Changes in the Land | 1983 | รางวัล Francis Parkman Prize |
| Nature's Metropolis | 1991 | Bancroft Prize, Marsh Prize และเข้ารอบสุดท้าย Pulitzer Prize |
| The Trouble with Wilderness | 1995 | บทความทรงอิทธิพลใน New York Times |
| MacArthur Fellowship | 1985 | ทุนสนับสนุนผู้มีความสามารถโดดเด่น (Genius Grant) |
บทบาททางสังคมและการต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางวิชาการ
นอกเหนือจากงานเขียน Cronon ยังเป็นนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการของ The Wilderness Society และ The Trust for Public Land เพื่อผลักดันการอนุรักษ์ที่ดินในสหรัฐอเมริกา
เหตุการณ์สำคัญที่ทำให้เขาเป็นที่พูดถึงในวงกว้างคือช่วงปี 2011 เมื่อเขาเขียนบล็อก "Scholar as Citizen" เพื่อวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลรัฐวิสคอนซิน นำไปสู่การที่พรรครีพับลิกันในรัฐวิสคอนซินยื่นคำร้องขอเข้าถึงอีเมลส่วนตัวของเขาผ่านกฎหมาย FOIA (Freedom of Information Act) ซึ่งเป็นกฎหมายที่อนุญาตให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานรัฐ
กรณีนี้กลายเป็นข้อพิพาทครั้งใหญ่เรื่อง เสรีภาพทางวิชาการ (Academic Freedom) โดยมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสันได้ออกมาปกป้อง Cronon โดยระบุว่าการใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อคุกคามหรือปิดปากอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และได้มีการออกมติเพื่อคุ้มครองสิทธิในการแลกเปลี่ยนทางปัญญาของบุคลากรในสถาบัน
ข้อเท็จจริงสำคัญ
- ความเชี่ยวชาญ: ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมและประวัติศาสตร์อเมริกาตะวันตก
- แนวคิดหลัก: ปฏิเสธความเชื่อเรื่องธรรมชาติที่แยกขาดจากมนุษย์ และเน้นย้ำความเชื่อมโยงระหว่างเมืองและชนบท
- ตำแหน่งบริหาร: อดีตประธาน American Society for Environmental History และ American Historical Association
- จุดยืนทางสังคม: สนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อย
William Cronon มีชื่อเสียงจากเรื่องอะไรมากที่สุด?
เขามีชื่อเสียงจากการเป็นนักประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่เขียนหนังสือ Nature's Metropolis และบทความ The Trouble with Wilderness ซึ่งท้าทายมุมมองดั้งเดิมเกี่ยวกับธรรมชาติและเมือง
แนวคิดเรื่อง "The Trouble with Wilderness" คืออะไร?
คือการโต้แย้งว่าแนวคิดเรื่อง "ป่าบริสุทธิ์ที่ไม่มีมนุษย์แตะต้อง" เป็นเพียงภาพฝัน เพราะมนุษย์มีส่วนร่วมในการสร้างและเปลี่ยนแปลงธรรมชาติมาโดยตลอด การพยายามหนีจากประวัติศาสตร์ไปสู่ป่าจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
กรณีพิพาทเรื่องอีเมลในปี 2011 เกิดขึ้นเพราะอะไร?
เกิดจากการที่ Cronon วิพากษ์วิจารณ์การเมืองในรัฐวิสคอนซินผ่านบล็อกส่วนตัว ทำให้ถูกฝ่ายการเมืองยื่นขอตรวจสอบอีเมลในบัญชีของมหาวิทยาลัย ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงเรื่องขอบเขตของเสรีภาพทางวิชาการ
ผลงานของเขาส่งผลต่อการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างไร?
เขาช่วยขยายขอบเขตของประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมถึงพื้นที่เมืองและระบบเศรษฐกิจ ทำให้เห็นว่าการพัฒนาเมืองและทุนนิยมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างลึกซึ้งเพียงใด